อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2563

ส.ว.รุมจวกงบฯ63ไม่สอดรับแผนปฏิรูปประเทศ

“คำนูณ”ชี้รัฐจัดงบไม่สอดรับแผนยุทธศาสตร์-แผนปฏิรูปประเทศ “กล้านรงค์”จวกตัดงบปราบทุจริต ด้าน“สมชาย”ปูด อดีตรมต.บีบเจ้าหน้าที่โยกงบลงพื้นที่ ขณะที่“วันชัย”แฉ รัฐไม่ติดตามเงินที่ภาครัฐชนะคดีร่วมแสนล้าน จันทร์ที่ 20 มกราคม 2563 เวลา 15.37 น.


เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่รัฐสภา เกียกกาย มีการประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้ นายพรเพชรแจ้งต่อที่ประชุมว่า เดิมทีกำหนดให้ส.ว.อภิปรายคนละ 10นาที แต่เนื่องจากมีส.ว.ขออภิปรายหลายคน ซึ่งจากการหารือกับรองประธานวุฒิสภาทั้ง2คนแล้วเห็นว่า การอภิปรายงบประมาณเป็นเรื่องสำคัญ จึงควรเปิดโอกาสให้แสดงความเห็นอย่างเต็มที่ และหากอภิปรายไปแล้วจนถึงเวลาอันสมควรแต่ยังไม่จบ ก็จะให้อภิปรายต่อในวันที่ 21ม.ค. และทราบว่าจะมีรัฐมนตรีมาแถลงขอบคุณวุฒิสภาด้วย

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายว่า แนวทางการจัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มีลักษณะพิเศษมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อน ซึ่งต้องสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ แต่มีข้อสังเกตว่า หลายหน่วยงานยังคงกำหนดงบประมาณรายจ่ายในรูปแบบเดิม มุ่งเน้นการจัดสรรงบประมาณแบบงานประจำเป็นหลัก ส่งผลให้การปฏิรูปประเทศ และการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติในระยะแรก อาจไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนที่กำหนดไว้ 

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องรับข้อสังเกตไปทบทวน โดยเฉพาะการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดการปฏิรูปประเทศเป็นบทบังคับไว้ในรัฐธรรมนูญ และมีกรอบเวลาที่ต้องดำเนินการ โดยต้องจัดทำแผนภายใน 1 ปี และให้มีผลสัมฤทธิ์ภายใน 5 ปี ซึ่งขณะนี้ผ่านมาแล้วเกือบ 2 ปี หากสถานการณ์ยังคงเป็นไปในลักษณะนี้อยู่ รัฐบาลอาจถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญได้

ด้านนายกล้านรงค์ จันทิก สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายว่า การจัดสรรงบประมาณให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ในส่วนของงบบำเหน็จให้พนักงานประมาณ 1 ล้านกว่าบาทต่อคน งบประมาณส่วนนี้ถูกตัดทั้งหมด เนื่องจากสำนักงบประมาณเห็นว่ามีความซำ้ซ้อนกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทั้งที่เป็นคนละเรื่องกัน เพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเรื่องความสมัครใจของพนักงาน และสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจะสมทบให้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน แต่เงินบำเหน็จเป็นกรณีให้เงินพนักงานที่ทำงานจนถึงเกษียณอายุราชการ และเป็นสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมาย 

ขณะที่กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริต ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ขอไป 269.4 ล้านบาท แต่ได้รับการเสนอตั้งจากสำนักงบประมาณเพียง 10 ล้านบาทเท่านั้น ทั้งๆ ที่งานป้องกันและปราบปรามการทุจริตเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลที่ต้องให้ความสำคัญ ปรากฏอยู่ทั้งในแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูป อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับปราบโกง ปลุกเร้าให้ประชาชนต่อสู้กับการทุจริตทุกรูปแบบ และมีกลไกป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มงวด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น เงินรางวัลหากให้เบาะแสจนนำไปสู่การยึดทรัพย์ทุจริตเป็นของแผ่นดิน  ค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยาน ซึ่งเงินดังกล่าวมาจากกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตของป.ป.ช. ไม่ใช่เงินบริจาคของเอกชน ถ้ามีการตัดงบประมาณส่วนนี้ไป แล้วจะนำงบประมาณจากที่ไหนมาดำเนินการ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายว่า งบประมาณปี 2563 ต้องระวังไม่ให้รั่วไหล ไม่ใช่พอถึงมือประชาชนแล้วเหลือแต่ไม้ไอติม ทั้งนี้ งบประมาณด้านการศึกษานั้นไม่ตอบสนองเรื่องการปฏิรูปการศึกษา เด็กไทยเรียนมากที่สุดในโลก แบกกระเป๋า 5 กิโลกรัม แต่การเรียนกลับถอยลงเรื่อยๆ ไปอยู่ที่ 5 ของอาเซียน แสดงว่าเราทำผิดทาง ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แม้จะแก้ความเหลื่อมล้ำไม่ได้ แต่ช่วยลดได้ระดับหนึ่ง ซึ่งต้องมีการปรับและขยายผลให้ดีมากขึ้น จึงอยากให้ดำเนินการต่อไป ขณะที่เฟคนิวส์นั้นอาจเป็นจริง เพราะมีข้อมูลที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ที่เข้าชี้แจงกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ซึ่งพบความไม่โปร่งใส 

เนื่องจากมีอดีตรัฐมนตรีซึ่งมีคดีทุจริตติดตัว แต่ได้เป็นอนุกรรมาธิการงบประมาณ เรียกเจ้าหน้าที่ไปคุยหลังบ้านเพื่อขอย้ายงบประมาณไปลงที่จังหวัดหนึ่ง หากไม่ให้จะตัดงบประมาณ ขอให้มีการตรวจสอบด้วย เพราะหากพบการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง แล้วกลางน้ำและปลายน้ำจะไม่ทุจริตได้อย่างไร การตั้งกรรมาธิการฯ ของสภาฯ นั้น จำเป็นต้องตรวจสอบว่าเป็นคนที่ไม่มีคดีทุจริต ไม่ใช่ส่งตามโควตา ไม่อยากให้การพิจารณางบปีหน้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก

ขณะที่นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายว่า การทำโครงการของรัฐที่ถูกฟ้องร้อง ทำให้รัฐเสียค่าโง่ มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท แต่ขณะเดียวกันยังมีค่าช่างหัวมันคือ เงินที่รัฐชนะคดีเอกชนแต่ไม่มีการเร่งรัดเอาเงินดังกล่าวมาเป็นรายได้ประเทศจนคดีขาดอายุความ หรือบางคดีใกล้ขาดอายุความ รวมๆ แล้วเงินที่รัฐชนะคดีในหลายหน่วยงานเกือบ 100,000 ล้านบาท แต่ไม่มีการทำอะไรเลย เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีอยู่ 5,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ควรนำค่าเสียหายเหล่านี้มาเป็นรายได้ของรัฐ แต่หน่วยงานต่างๆ กลับโยนกันไปมา ไม่มีใครแสดงความรับผิดชอบ อยากให้รัฐบาลเร่งรัดต่อการปราบการทุจริตและดำเนินคดีกับผู้ทุจริต ไม่ปล่อยให้ลอยนวล 

นอกจากนี้ การทุจริตของบางคนนั้นพบว่า บางคนถึงขั้นลอยอังคารแล้ว แต่รัฐไม่ดำเนินการใดๆ เกิดจากระบบที่ไม่มีบุคคลใดจัดการอย่างจริงจัง ขณะที่การปรับลดงบประมาณของกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริต ของป.ป.ช.เหลือ 10 ล้านบาทนั้น คือการไม่ให้เกียรติกับแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศด้านการปราบปรามการทุจริต.


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 10