อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2563

'วิษณุ'ร่ายยาวปัดเอื้อฟิลิป มอร์ริส ยันไม่แทรกแซงแก้ก.ม.ศุลกากร

“วิษณุ”โต้ข้อหาเอื้อประโยชน์ "ฟิลิป มอร์ริส" ยันไม่เคยแทรกแซงแก้ก.ม.ศุลกากร ชี้เริ่มคิดแก้ปี 50 และเป็นประโยชน์ต่อไทย แจงที่ดินโรงงานยาสูบทูลเกล้าฯถวาย สมเด็จพระราชินี ร.9 ทำสวนเบญจกิตติและสวนป่า ย้ำให้เจ้าสัวตารางวาเดียวก็ไม่ได้ พฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 17.43 น.


เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่รัฐสภา  นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถึงข้อกล่าวหาว่าเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท ฟิลิป มอร์ริส กรณีการนำเข้าบุหรี่จากต่างประเทศ  ว่า  สิ่งที่ส.ส.ผู้อภิปรายนำมาอ้างอิงนั้น บางส่วนไม่ถูกต้อง ตัดตอนมาบางท่อน โดยกรณีของบุหรี่บริษัท ฟิลิป มอร์ริส เป็นเรื่องที่ยาวนานจริงๆ เหมือนมหากาพย์รามเกียรติ์  ทั้งนี้ ส.ส.ผู้อภิปรายกล่าวถึงองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) น้อยมาก ทั้งที่เป็นตัวละครสำคัญ  และแทบไม่พูดเรื่องสินบนนำจับ  สำหรับบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทต่างชาติ มีบริษัทในประเทศไทยคือ ฟิลิป มอร์ริส ไทยแลนด์ (PMTL) ที่นำเข้าบุหรี่จากมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ตั้งแต่ปี 2540-2550 ในช่วงแรกได้นำเข้าบุหรี่จากมาเลเซีย แต่ต่อมา อธิบดีกรมศุลกากรในสมัยนั้นสืบทราบว่าการจากมาเลเซียที่จริงมาด้วยราคาหนึ่ง แต่นำเข้ามาด้วยอีกาคาหนึ่ง ถือว่าสำแดงเท็จ จึงถูกดำเนินคดี สำแดง เป็นการสำแดงเท็จ เรียกว่าฉ้อภาษี บริษัท ฟิลิป มอร์ริส ยอมรับ เสียค่าเทียบปรับแล้วจบคดีบริษัท ฟิลิป มอร์ริส จึงหันมานำเข้าบุหรี่จากฟิลิปปินส์แทน แต่มีการจับตามมอง จนต่อมามีผู้ไปแจ้งความต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปตรวจจับ และดำเนินคดีที่นำเข้าบุหรี่จากฟิลิปปินส์กรณีสำแดงราคาเท็จ และเกิดเป็นคดีความต่อมา

 นายวิษณุ กล่าวอีกว่า คดีแตกออกเป็น1.คดีที่ฟิลิปปินส์ฟ้องไทยที่องค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยู) เมื่อปี 2551 โดยเขาฟ้องเรา 14 ข้อหา ซึ่ง 2 ปีต่อมา ดับเบิ้ลยูตัดสินให้เราแพ้คดี ทำให้ฟิลิปปินส์สามารถตอบโต้ทางการค้าเราได้ เราจึงทำการอุทธรณ์กันไปเราก็แพ้ 2.คดีที่ดีเอสไอสอบอยู่มีมติว่า ต้องฟ้องฟิลิป มอร์ริส แต่ปี 2553 อัยการมีมติไม่ฟ้อง แต่ดีเอสไอยันว่าต้องฟ้อง ปี 2556 อัยการจึงมีความเห็นให้ส่งฟ้อง ทั้งนี้ ปี 2558 ประธานใหญ่บริษัทฟิลิปมอร์ริส ทำหนังสือมาถึงรัฐบาล คสช. ว่าประเทศของคุณแพ้คดีซ้ำซากในดับเบิ้ลยู ขณะที่บริษัทเขาถูกฟ้องในศาลไทย ขอให้คสช.ช่วยเขา คิดว่าเขาคงอยากให้ใช้มาตรา 44 หรืออิทธิพลใดๆทางหนึ่งในการปัดเป่าคดี ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ไม่เคยทราบเรื่องเกี่ยวกับคดีนี้มาก่อนเลยจึงได้แทงเรื่อกระทรวงยุติธรรมไปดำเนินการตรวจสอบ 

ขณะที่จะมีการประชุมซึ่งนายกฯ จะต้องได้ไปพบกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ จึงได้เรียกประชุมขึ้น และการประชุมครั้งนี้คือต้นตอที่ท่านมองว่าเป็นปัญหา ว่าตนเข้ามาแทรกแซงทั้งที่การเรียกประชุมมีหนังสือเชิญ มีเอกสาร มีรายงานการประชุมชัดเจน โดยในที่ประชุมได้สอบถามกันถึงทางเลือกและทางออกสำหรับเรื่องนี้ ถ้าเรากลัว แล้วเราเปลี่ยนเป็นไม่ฟ้อง เราต้องทำอย่างไร หลังจากนั้นไม่มีการประชุมกันอีกเลย จนต่อมาอัยการยื่นฟ้องคดีในไทยบริษัท ฟิลิป มอร์ริส ในเดือน ม.ค 2559  ต่อมาปี 2561 ดับเบิ้ลยูสั่งให้ไทยแพ้คดี (ครั้งที่ 4) และขออุทธรณ์ครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย 

“ไม่เป็นความจริงเลยที่ว่านายวิษณุพยายมาวิ่งเต้น แทรกแซง ก้าวก่ายไม่ให้ฟ้องคดีนี้ อย่างไรก็ตาม ผมได้รายงาน คสช.ว่าถ้าฟ้องจะเสี่ยงอย่างนี้ ถ้าไม่ฟ้องจะเสียงอย่างนี้ ซึ่งคสช.ชั่งน้ำหนักแล้วบอกให้เดินหน้าไปตามปกติ เพราะ 1.เราต้องปกป้องสุขภาพชีวิตคนไทย อย่าทำอะไรที่ส่งเสริม 2.ต้องการปกป้องธุรกิจยาสูบของไทย  3.ปกป้องกฎหมายไทย เพราะคดีที่เราจะฟ้องในศาลไทยเป็นคดีตามมาตรา 27 แห่งพ.ร.บ.ศุลกากร แต่คดีที่ไปฟ้องต่างประเทศเป็นคดีที่เกี่ยวกับพันธสัญญาระหว่างประเทศกฎหมายคนละฉบับ โจทก์ก็คนละคน จำเลยก็คนละคน คดีก็คนละแบบ และ 4.ปกป้องความรู้สึกดีๆของคนไทย เพราะช่วงนั้นมีหมอหลายคนรณรงค์ และทำจดหมายมาถึงประเทศไทย ปี 2562 ศาลอาญาตัดสินว่าฟิลิป มอร์ริสผิด ต้องจ่ายค่าปรับ 1,225 ล้านบาท หรือ 4 เท่าของภาษีบุหรี่ ทั้งนี้ ยังมีคดีอินโดนีเซียอยู่ในศาลไทยที่จะตัดสินเดือน มี.ค.2563 ที่ผมเรียกว่าคดีฟิลิป มอร์ริสภาค 2 และยังมีคดีนำเข้าหลังปี 2550 อีก ซึ่งจะเป็นภาค 3 ต่อไป”นายวิษณุ กล่าว 
 
รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ขณะที่เราตั้งหลักว่าคดี ฟิลิป มอร์ริส เป็นคดีในศาลไทย ไม่เกี่ยวอะไรกับเมืองนอก แตรัฐบาลฟิลิปปินส์และดับเบิ้ลยูทีโอยืนยันว่าคดีฟิลิป มอร์ริส ที่อยู่ในศาลไทยและกฎหมายไทย เกี่ยวข้องกับเรื่องของภายนอกและต่างประเทศ จึงทำให้ผลประโยชน์ของชาติถูกนำมาเกี่ยวข้อง และรัฐบาลไทยแพ้คดีมาแล้ว 4 ครั้ง และกำลังรอครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ที่สำคัญ ถ้ารัฐบาลไทยแพ้จนทำให้ฟิลิปปินส์ตอบโต้เราจริง เขาจะตอบโต้เราได้เท่ากับจำนวนความเสียหายที่เขาได้รับ หมายความว่าเราได้ปรับเขาเป็นเงินเท่าไหร่ เขาจะนำตรงนั้นมาเป็นฐานเล่นงานเราด้วยการขึ้นภาษีต่อสินค้าของไทยจนสะสมเท่ากับมูลค่าความเสียหายที่เขาได้รับ ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการดีเอสบี เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2558 ผู้แทนรัฐบาลฟิลิปปินส์ส่งเอกสารประท้วงต่อดับเบิ้ลยูทีโอ ซึ่งมีใจความว่าฟิลิปปินส์ยังกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจของอัยการสูงสุดของไทยที่ให้ดำเนินคดีกับผู้นำเข้าบุหรี่จากฟิลิปปินส์ ในข้อหาสำแดงราคาศุลกากรต่ำกว่าความเป็นจริง ดับเบิ้ลยูทีโอตัดสินแล้วว่าประเทศไทยไม่มีมูลเหตุเพียงพอที่จะปฏิเสธราคาศุลกากรตามที่เขาแจ้ง จากนั้น ฟิลิปปินส์ดำเนินการต่างๆเพื่อเขย่าขวัญไทย

โดยถ้าเขาตอบโต้เรา จะขึ้นภาษีสินค้าที่ไทยส่งออกไปขายฟิลิปปินส์ ได้แก่ 1.รถยนต์และส่วนประกอบ 2.แผงวงจรไฟฟ้า 3.เม็ดพลาสติก 4.เครื่องจักร 5.เครื่องสำอาง 6.ข้าว 7.ใบยาสูบ  ยกตัวอย่างกรณีที่รมว.การค้าและอุตสาหกรรมฟิลิปปินส์แถลงข่าวเมื่อปี 2562 เรื่องจะขึ้นภาษีรถยนต์ที่นำเข้าจากในปี 2563 และจะเอาคืนประเทศไทยด้วยการกีดกันสินค้าจากไทย เป็นมูลค่า 17,800 ล้านบาท และล่าสุด มีข่าวว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ออกแถลงการณ์ว่าจะยื่นเรื่องต่อองค์การการค้าโลกในวันที่ 28 ก.พ.2563 เพื่อขอใช้ตัวเลขมูลค่า 17,800 ล้านบาทเป็นฐานในการตอบโต้ไทย ซึ่งการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากไทยจะเริ่มที่รถยนต์และส่วนประกอบ 

รองนายกฯ กล่าวว่า  อย่างไรก็ตาม ในคำฟ้องที่อัยการไทยฟ้องร้องบริษัทดังกล่าว จนกระทั่งศาลตัดสินเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา ว่าให้เราชนะ และปรับเขาประมาณ 1,225 ล้านบาทนั้น อัยการระบุว่าขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 27 แห่งพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560  อีกทั้งให้ดำเนินการตามพ.ร.บ.ให้บำเหน็จการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 8 ให้จ่ายสินบนนำจับร้อยละ 30 ของราคากลางหรือค่าปรับแก่ผู้ให้ข้อมูลนำจับ ซึ่งคิดเป็นเงิน 367 ล้านบาท  ศาลตัดสินให้ปรับผู้แพ้คดี แต่แปลกที่ศาลไม่เอ่ยถึงการให้สินบนนำจับ จึงทำให้จำเลยไม่จ่ายค่าปรับดังกล่าว และนี่คือเรื่องหนึ่งที่เขาจะนำไปยื่นอุทธรณ์ แต่ถือเป็นสิทธิ์ที่ทำได้  ทั้งนี้ สถานภาพของคดีฟิลิป มอร์ริส ที่ฟ้องร้องกันในและนอกประเทศ มีทั้งการที่ไทยกำลังจะยื่นเรื่องต่อองค์กรอุทธรณ์ (เอบี) ของดับเบิ้ลยูทีโอ ซึ่งถือว่าไทยต่อสู้อีกเป็นครั้งที่ 5  และฟิลิปปินส์ประกาศจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากไทย  รวมถึงกรณีที่ฟิลิป มอร์ริส จะยื่นอุทธรณ์กรณีคำพิพากษาของศาลไทยที่ให้ปรับเป็นเงิน 1,225 ล้านบาท 

นายวิษณุ กล่าวว่า  ส่วนการที่กล่าวหาว่ามีการแก้ไขพ.ร.บ.ศุลกากร เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ฟิลิป มอร์ริส ใช่หรือไม่  ที่จริง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตน แต่เป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังเตรียมการมาตั้งแต่ปี 2550 และพ.ร.บ.ฉบับเก่าออกมานานแล้ว ผ่านการแก้โดยสภาฯ 20 ครั้ง ทั้งนี้การแก้ไขเสร็จสิ้นและประกาศใช้ฉบับใหม่คือพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 แก้ไขกรณีการฉ้อภาษีด้วยการสำแดงราคาเท็จ ให้มีบทลงโทษที่มีความเป็นธรรม จึงถือเอาเฉพาะภาษีเท่านั้น ทำให้แก้ไขเป็นโทษปรับ 4 เท่าของภาษี  อีกทั้งกฎหมายศุลกากรฉบับใหม่มีข้อดีจำนวนมาก และสอดคล้องกับดับเบิ้ลยูทีโอ รวมถึงลดอำนาจอธิบดีกรมศุลกากร และข้อดีที่เกิดโดยอ้อม คือกระทบกับจำนวนสินบนนำจับที่ต้องจ่ายให้พลเมืองอย่างเหมาะสม และการแก้ไขเรื่องการคิดค่าปรับจากผู้กระทำผิด จะช่วยลดการตอบโต้มาตรการทางการค้าที่ฟิลิปปินส์ทำต่อไทยลงด้วย 

นายวิษณุ กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องที่ดินโรงงานยาสูบ จำนวน 580 ไร่  แบ่งออกเป็น 4  โซน 1.โซนเอ ส่วนศูนย์สิริกิติ์ 53 ไร่ 2.โซนบีที่ดินที่อยู่ด้านหลัง 77 ไร่ 3.โซนซีอยู่ข้างศูนย์สิริกิติ์ ติดถนน 130 ไร่  และ 4.โซนดี อยู่หลังที่ดินโซนที่ 3 จำวนวน 320 ไร่   ที่ผู้อภิปรายบอกว่ารัฐได้ค่าตอบแทนต่ำ อยากเรียนว่ารัฐได้มากกว่าที่คิดไว้เยอะ เช่น ได้มูลค่าสร้างอาคารกว่า 8,500 ล้านบาท ขนาดนี้ยังไม่ได้สร้างเลย และที่ดินโซนดีจากนี้และต่อๆไปก็ยังจะเป็นอย่างเดิม คือเป็นโรงพยาบาลโรงงานยาสูบ ซึ่งเขาต่อเติมสร้างทุกวัน ทั้งนี้ที่ดินแปลงซี กับแปลงดีนั้นรัฐบาลนายอานันท์  ปันยารชุน มีมติน้อมเกล้าถวาย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จากนั้นรัฐบาลนายชวน หลีกภัย มีมติให้โซนซีสร้างเป็นสวนน้ำทันที ได้รับพระราชทานชื่อว่า สวนเบญจกิตติ ใครจะเอาที่ดินตรงนี้ไปยกให้เจ้าสัวแม้แต่คืบเดียวก็ไม่ได้ 

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า รัฐบาลในเวลาต่อมามีมติให้เอาโซนดีไปทำเป็นสวนป่า ใครจะเอาที่ดินตรงนี้ไปยกให้ใครวาเดียวก็ไม่ได้ แต่เนื่องจากในโซนดีมีโรงงานยาสูบตั้งอยู่ จึงทำเป็นโรงงานยาสูบทันทีไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กำหนดให้หาที่ตั้งโรงงานยาสูบในรัศมี 200 เมตร พอมาถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ปฏิบัติตามมติของรัฐบาลก่อนหน้า จึงไปตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้สั่งให้ไปด้วย แต่เขาไปกันเอง อยากย้ายกันเอง เพราะวันนั้นน้ำยังไม่ท่วม จากนั้นโรงงานก็ทยอยกันไปทุกเดือนจนจะไปหมดอยู่แล้ว 

“เมื่อรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์  เข้ามาแล้วไปตรวจเยี่ยม เห็นว่ายังเหลือที่อีกนิดเดียว  จึงขอให้ช่วยขยับขยายย้ายให้เสร็จในเดือน พ.ค.2563 ได้หรือไม่ เพื่อจะได้ลงมือปลูกต้นไม้ทำสวนป่า เพื่อน้อมเกล้าฯถวายในเดือน ส.ค.2564  โรงงานยาสูบก็รับทราบ ซึ่งแปรนสวนน้ำและแปรนสวนป่ามาจากสำนักพระราชวัง จึงเป็นประโยคที่ไม่สวยงามเลยที่ท่านบอกว่า มีการประเคนที่ดินข้างสวนน้ำให้เจ้าสัว แต่ผมเชื่อว่าท่านไม่ทราบ และไม่ได้ตั้งใจ”นายวิษณุ กล่าว.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    93%
  • ไม่เห็นด้วย
    7%

บอกต่อ : 13