อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 เมษายน 2563

ช็อก!ศบค.คาดหากไร้ความร่วมมือ 15เม.ย.ผู้ป่วย"โควิด"พุ่ง2.5หมื่น

"เลขาฯสมช." เตือนคนฝ่าฝืนข้อกำหนดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เจอโทษหนัก เผย กต.ห่วงหลังสงกรานต์แรงงานต่างด้าวทะลักกลับไทย ยอดโควิดพุ่งอีก ช็อค!คาดการณ์ถ้าสังคมไม่ร่วมมือเว้นระยะห่าง ภายใน 15 เม.ย.นี้ มีผู้ป่วยสะสมถึง 25,225 ราย พฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2563 เวลา 15.08 น.


เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)หรือ ศบค. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ว่า วันนี้เป็นการหารือถึงภาพรวมข้อกำหนดต่างๆที่มีผลบังคับใช้แล้ว

รวมทั้งเน้นข้อกำหนดต่างๆที่มีผลบังคับใช้แล้วและยังมีข้อกำหนดบางอย่างที่ยังไม่ชัดเจน โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติจะทำการชี้แจงต่อสาธารณะ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ส่วนต่างๆ ที่ประจำอยู่ตามจุดตรวจ(ด่าน)​ จะแจ้งอีกครั้ง

อย่างกรณีการเดินทางข้ามจังหวัดที่ในข้อเท็จจริงไม่อยากจะให้มีการข้ามที่ไหน แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องข้ามก็จะต้องเจอกับมาตรการที่เข้มข้น ทั้งการตรวจอุปกรณ์ในรถ การตรวจอุณหภูมิร่างกาย การตรวจบัตรประจำตัวประชาชน และถ้าตรวจพบว่ามีไข้ ก็จะส่งตรวจไปที่โรงพยาบาลทันที 

เมื่อถามย้ำถึงมาตรการความเข้มข้นในการเดินทางข้ามเขตจังหวัด พล.อ.สมศักดิ์ กล่าวว่า โดยหลักการไม่ต้องการให้เคลื่อนย้ายข้ามจังหวัด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีการแพร่เชื้อจากจังหวัดสู่จังหวัด แต่ต้องการให้จำกัดการเคลื่อนไหวอยู่ในจังหวัดของตัวเอง

แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องข้าม ก็จะถูกตรวจอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะความจำเป็นที่ต้องข้ามออกนอกพื้นที่ จึงขอร้องหากไม่จำเป็นอย่าเดินทางข้ามจังหวัด เช่นเดียวกับผู้สูงอายุ ก็ขอให้อยู่แต่ภายในที่พัก เพราะถ้าผู้สูงอายุติดเชื้อโรค อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิต 

เมื่อถามว่า เจ้าหน้าที่ ประจำจุดตรวจ จะรู้ได้อย่างไร ว่าผู้ที่เดินทางอยู่นั้นมีอาการหรือไม่ พล.อ.สมศักดิ์ กล่าวว่าส่วนหนึ่งอยู่ที่ตัวของผู้เดินทาง เพราะมาตรการที่ออกมาไม่ใช่เพื่อคนอื่น และอย่าลืมว่าผู้ที่ติดเชื้อและเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว รวมถึงเด็กเล็กก็เป็นกลุ่มเสี่ยง ซึ่งมาตรการที่ออกมาก็เพื่อให้คนกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ได้ป้องกันตัวเอง ด้วยการไม่ออกจากบ้าน และหากมีความจำเป็นจริงๆก็สามารถทำได้

พล.อ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ความเสี่ยงอีกอย่างที่น่าเป็นห่วงคือการที่ลูกหลานออกไปข้างนอกแล้วกลับมาอยู่กับกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ จึงจำเป็นก็ต้องมี Social distancing นอกจากนี้สำหรับโทษ ถ้าฝ่าฝืนมาตรการและข้อกำหนดจริงๆจะรับโทษหนักจำคุก 2 ปีปรับ 40,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับแต่เราไม่อยากใช้มาตรการลงโทษขนาดนั้น

จึงขอความร่วมมือกันก่อนให้ปฏิบัติตามข้อกำหนด แต่ถ้ายังไม่เชื่อฟังกันอีกก็ต้องเพิ่มความเข้มข้น และบทลงโทษต่อๆไปซึ่งบทลงโทษถึงวันนี้เจ้าหน้าที่จะจริงจังแล้วแต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับเจตนาว่ามีเจตนาร้ายหรือดีมากน้อยแค่ไหนโดยพื้นที่เข้มข้นจะทำทั่วประเทศพร้อมกัน

ทั้งนี้รายงานข่าวจากที่ประชุม ศบค. เปิดเผยว่า ในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แก้ไขโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด 19 กระทรวงต่างประเทศแสดงความเป็นห่วงตามแนวชายแดนรอบประเทศเป็นพิเศษ ว่าทุกฝ่ายจะต้องมีความระมัดระวัง และดูแลปัญหาดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะต่อกรณีการเคลื่อนย้ายของกลุ่มแรงงานต่างด้าว กลับเข้าไทยหลังเทศกาลสงกรานต์ คือจะต้องมีการคัดกรองและตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์การแพร่ระบาดในไทย 

รายงานข่าวจากที่ประชุมศบค. เปิดเผยเพิ่มเติม ว่า ที่ประชุมได้มีการประเมินแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยและจำนวนคาดการณ์ถึงวันที่ 15 เม.ย.โดย ภาคประชาชนร่วมมือในการเว้นระยะห่างหรือ Social distancing 80 % จะมีผู้ป่วยสะสมจำนวน 7, 745 ราย แต่หากประชาชน ร่วมมือในการเว้นระยะห่าง Social distancing เพียง 50 % จะมีผู้ติดป่วยสะสม 17, 635 ราย และถ้าไม่มีมาตรการป้องกันจะทำให้มีผู้ป่วยสะสมถึง 25,225 ราย.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    45%
  • ไม่เห็นด้วย
    55%

บอกต่อ : 15