อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563

"บิ๊กตู่"โต้กู้เงินเอื้อเศรษฐี! ปัดหลงตัวเองว่าแก้โควิดเก่ง

“บิ๊กตู่” โต้เอื้อเศรษฐี บอกไม่เคยเสนอให้รัฐบาลสักบาท ปัดขวางตั้งกมธ.วิสามัญสอบเงินกู้ ลั่นไม่เคยชมตัวเองแก้โควิดเก่ง เหน็บส.ส.หญิงพรรคก้าวไกล “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563 เวลา 19.40 น.


เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวสรุปการพิจารณาพ.ร.ก.กู้เงิน3ฉบับ ว่า มีการกล่าวว่าตนไปเอื้อประโยชน์อะไรต่างๆ ตนไม่เคยไปได้ประโยชน์อะไรกับใครจากเศรษฐีอะไรต่างๆ เขาไม่เคยเสนอเงินให้รัฐบาลสักบาท แต่ตนต้องการให้ดูแลลูกจ้างพนักงานไม่ให้ว่างงาน นั่นคือ สิ่งที่คาดหวัง หลายท่านอาจจะไม่เข้าใจ ก็ขอให้เข้าใจ แต่ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร และธนาคารมี 2 ประเภทคือ ธนาคารรัฐกับธนาคารพาณิชย์ โดยอยู่ในกรอบของธนาคารแห่งประเทศไทย ตรงนี้รัฐบาลเข้าไปสั่งการอะไรเขาไม่ได้ทั้งสิ้น

“เงินทุกเงินมีเจ้าของทั้งสิ้น ถ้าพูดแล้วไม่รับผิดชอบก็ได้ แต่ผมพูดแล้วต้องรับผิดชอบ เราเตรียมมาตรการฟื้นฟู 4 แสนล้านบาท เงินจำนวนนี้ถ้ามองดูแล้วเหมือนจะใหญ่โตมโหฬาร หอมหวาน ผมไม่เคยสบายใจ ไม่ว่าจะเงินเท่าไหร่ก็ตาม เพราะมีปัญหาแน่นอนในเรื่องการบริหารจัดการ อย่างที่ท่านเป็นห่วง ผมก็ห่วงยิ่งกว่าท่าน อยากให้ทุกคนสบายใจ ช่วยกันดูแลติดตาม”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทที่สมาชิกเสนอให้มีการติดตามตรวจสอบการใช้เงินนั้น ตนยินดีให้มีการตรวจสอบทุกประการ หลายคนหาว่าตนจะไม่ให้ตรวจสอบ แต่ตนถือว่าเงินกู้ดังกล่าวคือเงินแผ่นดิน ต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายท ไปดูแล้วกันที่มีการเสนอแผนงานมาจากข้างล่างว่ามีการทุจริตหรือไม่ ซึ่งก็ยังไม่ทุจริตเลย ไปดูว่าเขาเสนอมาถูกต้องหรือไม่  ต้องมีการคัดกรองขึ้นมา กว่าจะมาถึงคณะกรรมการคัดกรองมีหลายขั้นตอน ต้องมีการตรวจสอบทุกขั้นตอน มีหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการเบิกจ่ายเงินกู้เช่นเดียวกับการเบิกจ่ายงบประมาณปกติ 

ทั้งนี้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถตรวจสอบการใช้เงินกู้ดังกล่าวได้เช่นเดียวกับการตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดิน ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ โดยจัดให้มีเว็บไซต์สำนักงานสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ให้ติดตามการดำเนินการโครงการต่างๆ อะไรที่ยังไม่เกิดก็อย่าไปอ้างของเดิมเดี๋ยวจะไปกระทบกับใครบางคนด้วย ตนขอแค่นี้ ไม่อยากพูดอย่างอื่น

“เรื่องการจะตั้ง กมธ.วิสามัญเป็นเรื่องที่ท่านจะต้องพูดคุยกันต่อไป ผมไม่ได้ไปคัดค้านอะไรสักอย่าง ผมยังตอบไม่ได้ตอนนั้นเพราะมันยังไม่ได้อยู่ในขั้นตอนตอนนั้น ไม่ใช่ไปพูดสิ่งที่ยังไม่ได้มาถึง เป็นเรื่องของสภาฯ พิจารณากัน ผมไม่เคยชื่นชมตัวเองว่าเก่งว่าแก้ปัญหาโควิด-19 ได้ ผมไม่เคยพูดจริงๆ มันเกิดจากความร่วมมือของคนไทยทั้งประเทศ ส่วนรัฐบาลทำหน้าที่อำนวยการ อำนวยความสะดวก คำชื่นชมของนานาชาติที่เขาให้กับเรา ผมไม่เคยไปคุยโม้โอ้อวดใคร แต่เพราะประเทศต่างๆ เขาเห็นสถานการณ์โควิด-19 เราดีขึ้น”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า ขอให้ทุกท่านเชื่อมั่น ไว้ใจตนและรัฐบาล เหมือนช่วงที่ผ่านมาแม้จะมีใครไม่ชอบก็ตาม แต่ขอให้เราก้าวผ่านไปด้วยกัน ตนในฐานะผู้นำฝ่ายบริหารขอยืนยันว่าจะบริหาราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน เหมาะสม โดยการสนับสนุนจากคณะกรรมการและที่ปรึกษาด้านต่างๆ ที่ตนตั้งขึ้น
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายกฯ ชี้แจงเสร็จสิ้น นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ลุกขึ้นประท้วง นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ว่า รู้สึกว่า ปล่อยให้นายกฯ ใช้กิริยา วาจาเสียดสี รุนแรงในสภาฯ และตนรู้สึกว่านายกฯเป็นนักการเมืองเหมือนกับตน ซึ่งเราเป็นนักการเมืองเสมอกัน แต่คำชี้แจงของนายกฯ หลายๆคำด้วยน้ำเสียงและกิริยาทั้งหมด ตนรู้สึกว่าเหมือนเป็นทหารอยู่ในค่ายทหาร ฉะนั้นของให้ประธานสภาฯควบคุมการประชุม อย่าปล่อยให้นายกฯกระทำกับผู้แทนฯเหมือนที่ผู้บังคับบัญชาทำกับพลทหารในค่ายทหาร

ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ลุกขึ้นตอบโต้ว่า ตนนั่งอยู่ตรงนี้ ก็ฟังมาหลายคน จำได้ว่าเราเคยมีสุภาษิตหนึ่ง ซึ่งตนต้องระมัดระวังตรงนั้นให้ได้ คือคำว่า “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” ที่ตนพูดแบบนี้ร้ายแรงมากเลยหรือ ตนไม่เข้าใจ ตนไม่ได้ไปพูดก้าวร้าวกับใคร พูดแต่เสียงดัง เน้นสาระ ถ้าท่านเป็นตนก็จะรู้ว่าพูดอะไรไปบ้าง ตนไม่อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองอีกแล้ว

ต่อมานายชวน ชี้แจงว่า กรณีนายกฯตนฟังอย่างยุติธรรม ที่นายกฯได้กล่าวไปถือว่า เบากล่าวที่พวกเราพูดถึงท่านเยอะ เพราฉะนั้นไม่มีประเด็นที่ไม่เหมาะสมหรือขัดข้อบังคับ ดังนั้นการประท้วงไม่มีผล อย่างไรก็ตาม การอภิปรายทั้ง2 ฝ่าย และรัฐบาล ที่ตกลงใช้เวลา 48 ชั่วโมง ครม.และพรรคร่วมรัฐบาล 24 ชั่วโมง ฝ่ายค้าน 24 ชั่วโมง แต่ฝ่ายค้านใช้เวลาไป 22 ชั่วโมง 35 นาที 40 วินาที เหลืออีก 1ชั่วโมง24 นาที 20 วินาที ฝ่ายรัฐบาลใช้เวลาไป 20 ชั่วโมง 32 นาที 46 วินาที เหลือเวลา 3 ชั่งโมง  27 นาที 14 วินาที แต่ถือว่ากระบวนการทุกอย่างจบแล้ว ต่อไปเป็นการลงมติ.

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    70%
  • ไม่เห็นด้วย
    30%