อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

สธ.ลั่นร.ร.เปิดก่อนผับบาร์ ห่วงเด็กมหาลัยสังสรรค์แพร่เชื้อ

สธ.ลั่นโรงเรียนต้องได้เปิดก่อนผับ บาร์ ห่วง เด็กมหาลัย แพร่เชื้อโควิด-19 มากกว่าเด็กเล็ก เหตุรวมกลุ่มสังสรรค์ ห่วงญี่ปุ่นปลดล็อค เตือนขาเที่ยวอย่าเพิ่งเดินทาง ชี้เฟสชิลด์ไม่ช่วยป้องกันโรค จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563 เวลา 15.02 น.


เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ว่า ขณะมีกลุ่มกิจการสถานบันเทิงมีความพยายามให้รัฐอนุญาตเปิดในระยะต่อไป ประมาณ กลางเดือนมิ.ย.นั้น ตนขอยืนยันว่าการเปิดสถานบันเทิง ผับบาร์ จะเปิดได้ต้องทำหลังการเปิดโรงเรียนแล้ว เพราะถ้ามีความเสี่ยงอะไรเกิดขึ้นจากการเปิดสถานบันเทิง จะทำให้โรงเรียนไม่สามารถเปิดได้ ย้ำว่าโรงเรียนต้องได้เปิดก่อน และตนเสนอไปแล้ว

ซึ่งขณะนี้โรงเรียนมีหลายระดับ ตนมองว่าโรงเรียนขนาดเล็ก นักเรียนน้อย ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยง สามารถทดลองเปิดเรียนได้ก่อน 1 ก.ค.ด้วยซ้ำ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องการควบคุมโรคด้วย ซึ่งโอกาสเกิดการแพร่เชื้อในโรงเรียนได้เสมอ รวมถึงการดูแลเข้มข้นในโรงเรียนประจำเพราะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ที่ตนกังวลขณะนี้คือระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัย

เมื่อถามย้ำว่าทำไมถึงกังวลกลุ่มมหาวิทยาลัย เพราะเป็นผู้ใหญ่ สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำได้ ในขณะที่กลุ่มเด็กเล็กอาจจะปฏิบัติเรื่องสุขอนามัยไม่ได้เต็มที่ นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า เพราะมหาวิทยาลัย เป็นเพราะวัยรุ่น ที่ต่างคนต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง มีความเป็นตัวเองสูง มีการทำกิจกรรมรวมกลุ่มกันลักษณะต่างๆ รวมถึงการสังสรรค์ ค่อนข้างมาก ทั้งในมหาวิทยาลัย หอพัก  ส่วนเด็กเล็ก มีเพียงโอกาสการรับเชื้อจากในโรงเรียน แต่ไม่ได้ไปได้ไปทำกิจกรรมที่ไหนต่อ เลิกเรียนกลับบ้านกับผู้ปกครอง

เมื่อถามถึง ถึงกรณีประเทศญี่ปุ่นอนุญาตให้ไทยเข้าประเทศได้ช่วงเดือนมิ.ย. กรณีดังกล่าวจะมีความเสี่ยงเหมือนจุดเริ่มแรกที่ไทยพบเชื้อจากการนำเข้าจากต่างประเทศหรือไม่ นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า มีความเสี่ยง ถ้าจะไปเที่ยวตนไม่แนะนำ ถ้ามีธุระจำเป็นก็สามารถไปได้ และเมื่อกลับมาแล้วต้องทำตามมาตรการควบคุมโรคของประเทศไทย ซึ่งขณะนี้คือต้องกักตัวในสถานที่ของรัฐ 14 วัน และหากพบการติดเชื้อก็ต้องใช้เวลานานกว่านั้น ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดหากจะไปท่องเที่ยวในช่วงเวลานี้ก็อย่าเพิ่งไป แม้จะมีตั๋วเดินทางราคาถูกก็อยากให้พิจารณาดีๆ

เมื่อถามว่าการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศควรไปเมื่อไหร่ ต้องรอให้มีวัคซีนหรือไม่ นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า การไปท่องเที่ยวต่างประเทศนั้น ต้องดูความจำเป็น เมื่อไม่จำเป็นก็ท่องเที่ยวในประเทศไทยก็ได้ ซึ่งการรอให้มีวัคซีนป้องกันก็เป็นอีกทางที่น่าจะดี แต่ขณะนี้การเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศก็ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะต้องมาดูว่าประเทศไทยเปิดให้บินออกนอกประเทศได้แล้วหรือไม่ อย่างไร

นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า วันนี้ในประเทศไทยไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศมาสักระยะแล้ว แต่ยังมีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา หากพลาด เผลอมีการรวมตัวกันของคนจำนวนมากโอกาสที่จะเจอการระบาดอีกครั้งก็มีมากขึ้น ซึ่งการระบาดของโควิด-19 แบ่งเป็น 3 ระดับ คือการติดเชื้อวงจำกัด การติดเชื้อในวงกว้าง และการระบาดระดับวิกฤติหรือมีจำนวนผู้ป่วยมากกว่าจำนวนเตียงที่สามารถรองรับได้ที่ผ่านมาทุกจังหวัดในไทยยังไม่เคยมีการระบาดในระดับวิกฤติ อาจมีบางจังหวัดที่ต้องส่งทีมลงไปช่วย เพราะจำนวนผู้ป่วยมาก

สำหรับสถานการณ์ตอนนี้เราอยู่ที่ระดับ 1 พบผู้ป่วยวงจำกัด การจะเปลี่ยนไปเป็นการระบาดวงกว้าง จะใช้เกณฑ์มีผู้ป่วยต่อวัน 5 คนต่อประชากร 1 ล้านคน ต่อเนื่อง 14 วัน หรือจำนวนผู้ป่วยรายใหม่มากกว่าจำนวนผู้ที่รักษาหายต่อเนื่อง 14 วัน ส่วนการขยับไปเป็นการแพร่ระบาดระดับวิกฤติ คือผู้ป่วยอยู่ที่ 10-15 คนต่อประชากร 1 ล้านคน ซึ่งทางจังหวัดต้องเตรียมการรับมือต่อไป เริ่มจากการปิดสถานที่พบผู้ติดเชื้อ สถานการที่เสี่ยงสูง ไล่ลงมาจนถึงความเสี่ยงต่ำ ควบคู่กับการจำกัดการเดินทางข้ามพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การระบาดต่อจากนี้จะไม่ได้ทำทั้งประเทศ แต่ดำเนินการเฉพาะในจังหวัดที่มีการระบาดเท่านั้น

ดังนั้นขณะนี้มาตรการด้านสาธารณสุขเราทำอย่างเข้มข้น ในการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก ส่วนมาตรการบุคคลขอให้กลุ่มเสี่ยงคือผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง อ้วน ไม่ควรออกจากบ้าน ส่วนครอบครัวที่มีกลุ่มเสี่ยงก็ต้องระมัดระวังการรับเชื้อมาจากข้างนอก หรือแม้แต่คนทั่วไปก็ออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น เลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด เลี่ยงการอยู่เป็นกลุ่มก้อน ที่สำคัญคือสวมหน้ากากทุกครั้งเมื่อต้องออกจากบ้าน และล้างมือบ่อยๆ ขอย้ำว่าการสวมเฟส ชิลด์ เพียงอย่างเดียว

ซึ่งพบมากขึ้นในขณะนี้ ไม่สามารถป้องกันการแพร่ หรือการรับเชื้อได้ เหมือนกับการไม่สวมหน้ากากเลย ดังนั้นขอให้สวมหน้ากากอนามัย หน้ากากผ้าด้วย ขอย้ำว่าเฟส ชิลด์ ไม่ช่วยป้องกันอะไรเลย และสุดท้ายคือมาตรการองค์กร กระทรวงสาธารณสุขขอร้องว่าให้ช่วยกันทำงานที่บ้าน หรือเหลื่อมเวลาให้มากที่สุด ทั้งนี้มาตรการบุคคลจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยองค์กรช่วยสนับสนุนด้วย.

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 22