อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 15 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 15 กรกฎาคม 2563

สถานการณ์โควิด-19ในไทยดีขึ้นแต่ปัญหาทางใจมีแนวโน้มลากยาว

กรมสุขภาพจิต ห่วง กลุ่มเปราะบาง หลังสำรวจพบความสุขน้อยลงครอบครัวห่างเหิน แนะชุมชนและอสม.อุ้มสร้างกิจกรรมเสริมพลังความเข้มแข็งในครอบครัว ชี้คนไทยยังมองบวก เชื่อมั่นประเทศจะพ้นวิกฤติ พุธที่ 3 มิถุนายน 2563 เวลา 15.51 น.


เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า แม้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19 ) จะดีขึ้นแต่ว่าผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมมีแนวโน้มที่อาจจะคงอยู่สักระยะหนึ่ง

ซึ่งผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19 ทำให้ครอบครัวมีความเครียดจากการกลัวติดโรค เครียดจากความไม่แน่นอน ความรู้เกี่ยวกับโรค และเครียดจากภาวะปัญหาเศรษฐกิจพื้นฐาน ซึ่งจะทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัวการหย่าร้าง เป็นต้น โดยความรุนแรงมักเกิดขึ้นกับเด็กและคนชรา

อย่างไรก็ตามกรมสุขภาพจิต ต้องการให้ทุกคนผ่านวิกฤตสุขภาพจิตไปได้อย่างไม่มีปัญหา โดยเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจซึ่งมีอยู่ 3 ประเภท คือ 1. วัคซีนใจระดับบุคคลหรือพลังอึด ฮึด สู้ 2.วัคซีนครอบครัว ความสุขที่เราสร้างได้ และ 3. คือวัคซีนชุมชน คือการทำให้ชุมชนเข้มแข็งจับมือกันก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้
 
ซึ่งทั้ง 3 ตัวนี้สุขภาพจิตทั้งประเทศอยู่ระหว่างดำเนินการโดยเฉพาะวัคซีนครอบครัวซึ่งเป็นพลังเล็กๆ ที่สำคัญเป็นตัวขับเคลื่อนสังคมและชุมชนในภาพรวม ทั้งนี้วัคซีนครอบครัวมีอยู่ 3 พลังคือ 1.พลังบวก มองเห็นข้อดีหรือทางออกทุกปัญหา 2. พลังยืดหยุ่น เมื่อถึงเวลาหนึ่งต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมาย ปรับเปลี่ยนบทบาททำงาน แก้ปัญหา หากมีความขาดแคลน รู้สึกเป็นทุกข์ก็ต้องรู้จักหาแหล่งสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือ ส่วนคนที่มีมากพอแล้วก็ต้องแบ่งปันเกื้อกูลซึ่งกันและกันและ 3.พลังความร่วมมือเป็นทีมเดียวกันในการสู้ปัญหา ไม่ทะเลาะเบาะแว้งจับมือกันก็จะสู้ปัญหาไปได้
 
ทั้งนี้ จากการสำรวจความสุขของครอบครัวไทยผ่านทางระบบออนไลน์ และการลงพื้นที่สำรวจครอบครัวเปราะบางที่น่าจะมีปัญหาได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ เดือนเม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา จากผลสำรวจออนไลน์พบว่า ความเครียดของครอบครัวไทยส่วนใหญ่อยู่ในระดับ ปานกลาง มีสัดส่วนความเครียดของครอบครัวระดับปานกลาง 54.13% และมีความเครียดของครอบครัวระดับสูงถึงสูงมาก 17.53% ส่วนผลสำรวจครอบครัวกลุ่มเปราะบางพบสัดส่วนครอบครัวที่มีความสุขน้อยหรือน้อยมาก 17.2% 
 
ดังนั้นในภาพรวมครอบครัวคนไทยยังมีความสุขในระดับมาก แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างครอบครัวทั่วไปกับครอบครัวเปราะบาง พบว่าครอบครัวเปราะบางจะมีความสุขน้อยกว่า ส่วนความอบอุ่นในครอบครัวทั่วไปบางส่วนบอกว่าเท่าเดิม บางส่วนบอกว่ามากขึ้น แต่เปราะบางมีน้อยลง ห่างเหินกันมากขึ้น ประมาณ 7% เมื่อเทียบกับครอบครัวทั่วไป เป็นเพราะคนในครอบครัวมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่เรื่องความเครียดทั้ง 2 กลุ่มมีความเครียดระดับปานกลาง อย่างไรก็ตาม ครอบครัวไทยยังมองบวก และมีความเชื่อมั่นว่าจะก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ซึ่งความเชื่อมั่นอาจจะเกิดจากความช่วยเหลือของรัฐและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนไทย สังคมไทย
 
ด้าน พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่าจากการทำกิจกรรมบ้านพลังใจ ตอน บ้านเล็กจอมพลัง กับครอบครัวกลุ่มเปราะบาง 30 ครอบครัวจาก 3 ตำบล ในจังหวัดอุบลราชธานี ผลพบว่า สัดส่วนครอบครัวที่มีความเครียดสูงมากมีแนวโน้มลดลง มีความสุขมากขึ้นจากการเสริมสร้างพลังบวกให้กัน สมาชิกในครอบครัวได้ขอบคุณกัน ชื่นชมกัน รู้สึกใกล้ชิดกัน และร่วมมือกันมากขึ้น

ดังนั้น ครอบครัวหรือชุมชนอาจพัฒนากิจกรรมอื่นๆ เพื่อเสริมสร้างพลังบวก พลังยืดหยุ่น และพลังร่วมมือ หรือกิจกรรมจากวัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นเวลา 3 ชั่วโมง เป็นต้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเปราะบางทางสังคมจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำชุมชน อสม. ต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือ ช่วยในการทำกิจกรรมต่างๆ.  


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%