อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563

'เต้น'ชี้พปชร.โคถึกไล่ขวิดโคนม '4กุมาร'ถูกรีดนมจนหมด

“ณัฐวุฒิ” ชี้ พปชร.โคถึก ไล่ขวิดโคนม 4 กุมารถูกรีดนมจนหมดแล้วเททิ้ง ระบุ 3 ป.ไม่แตกแยก พุธที่ 3 มิถุนายน 2563 เวลา 16.29 น.


เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวในรายการ “หัวใจไม่หยุดเต้น’’ เผยแพร่ทางเฟซบุ๊กและยูทูป “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” โดยระบุว่า เรื่องยุ่งๆ ที่เกิดขึ้นในพรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้เกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ การแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ โควิดไม่เกี่ยวทั้งนั้นล่ะ เป็นกรณีโคถึก ไล่ขวิดโคนมโดยเฉพาะ โคถึกก็หมายถึงกลุ่มคนที่คั่วตำแหน่งรัฐมนตรี อยากมีเก้าอี้กับเค้าบ้าง ส่วนโคนมก็คือ ทีมเศรษฐกิจ 4 กุมาร ที่เค้าเอามาใช้งานรีดนมจนหมดแล้วหรือต้องการเปลี่ยนรสชาตินม เขาก็เททิ้ง

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่าที่จริงเหตุการณ์จะไม่เดินมาถึงตรงนี้ถ้านายอุตตม นายสนธิรัตน์และพวก ตัดสินใจลาออกทันทีที่ผู้มีบารมีตัวจริงในพรรคส่งเสียงกระซิบ แต่เมื่อปักหลักสู้ มีการก่อหวอดรวมพล ส.ส.ตบเท้าแสดงพลัง ก็เลยมีคำสั่งให้กรรมการบริหารพรรคลาออก ตบหน้ากันกลางสายตาประชาชน ศึกนี้ถ้าเป็นมวย ชกกันไม่ได้ น้ำหนักห่างไกลกันหลายสิบปอนด์

ทางฝ่ายนายอุตตม นายสนธิรัตน์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง อยากฟังเสียงส.ส.จะรอฟังให้ช้ำเพิ่มทำไม ก็มันชัดอยู่แล้วว่าฝ่ายที่เททิ้ง เค้ากุมสภาพเบ็ดเสร็จ กรรมการบริหารที่พร้อมยื่นใบลาออกมีมากกว่า 18 คน แต่ที่โชว์มาแค่ 18 ก็เพื่อให้เกินครึ่ง ตามข้อบังคับพรรคเท่านั้น ชื่อ 2-3 คนที่ไม่ปรากฏในใบลาออก ล้วนแล้วแต่เป็นตัวเป้าที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี

“ถ้าผมเป็น 4 กุมารวันนี้ คิดอย่างเดียวคือต้อง 4x100 ครับ วิ่งผลัดออกจากพรรคโดยทันที รอนานจะช้ำหนัก ยึกยักจะเละกว่านี้
แต่สำหรับประชาชนเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลยแม้แต่น้อยนะครับ เค้าจะพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงกันอย่างไร ไม่ได้เกิดจากพื้นฐานผลประโยชน์ของประชาชนเป็นโจทย์ทางการเมืองเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีของหลายคนเท่านั้น”นายณัฐวุฒิกล่าว

นายณัฐวุฒิกล่าว กล่าวว่า ฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนกรรมการบริหารก็อยากเข้ามาเป็นรัฐมนตรีบ้าง ฝ่ายที่นั่งเป็นกรรมการบริหารที่ไม่ยอมลาออกเพราะกลัวจะกระทบกับตำแหน่งรัฐมนตรี 4 กุมารมีเก้าอี้นั่งในครม. ก็เพราะทำหน้าที่กรรมการบริหารพรรค ถ้าหลุดจากกรรมการบริหาร ก็จะเป็นอันตรายต่อเก้าอี้รัฐมนตรี เรื่องมันมีอยู่เท่านี้ ดังนั้น สถานการณ์จึงยังไม่จบจนกว่าจะไปสู่การปรับครม. แม้นายกรัฐมนตรีจะบอกว่า ยังไม่คิด ยังไม่ใช่เวลานี้ แต่เชื่อขนมกินได้ว่าการปรับครม. จะเกิดขึ้นในไม่ช้า

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า 3ป.ไม่แตกง่ายๆ ดูท่าทีจากการให้สัมภาษณ์ของฝ่าย 4 กุมาร ยังคาดหวังนายรัฐมนตรีจะตัดสินใจอุ้มให้ได้อยู่ต่อ ตรงนี้ต้องเข้าใจความจริงว่า เรื่องที่เกิดขึ้นในพรรคพลังประชารัฐ ถ้าหาก 3 ป. ไม่รู้ไม่เห็นด้วยกัน ไม่มีทางมาถึงวันนี้ได้ แม้ช่วงเวลาที่ผ่านมา จะมีข่าวลือกระเส็นกระสายเรื่องการขบเหลี่ยมกันระหว่าง ป.ใหญ่ พล.อ.ประวิตร กับ ป.เล็ก พล.อ.ประยุทธ์ แต่ถึงที่สุด คนกลุ่มนี้จะไม่มีทางแตกแยกกัน เพราะการรวมศูนย์ความสัมพันธ์ รวมศูนย์อำนาจ หมายถึงสถานะทางการเมืองที่จะรักษาอำนาจเอาไว้ได้

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การคิดจะเปลี่ยนกรรมการบริหาร เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นเรื่องเพิ่งเกิด ก่อนสถานการณ์โควิดระบาด ผู้มีอำนาจในพรรคในรัฐบาลเดินสายเจรจาทาบทามนักบริหาร นักการเงิน นักการธนาคารเข้ามาทำหน้าที่ในทีมเศรษฐกิจกันแล้ว ไม่รู้จะเป็นเพราะโฉลกป.ปลามาแรงหรือไม่ 3 ป. จึงไปทาบทามนักการธนาคารชื่อย่อ ป.ปลา อย่างน้อย 2 คน

แต่ ณ วันนั้น ป.ปลา ทั้ง 2 คนยังไม่ตอบรับ แต่เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน ไม่แน่ว่าถึงวันนี้เมื่อมีความชัดเจนว่าทีมเศรษฐกิจ 4 กุมารต้องออกไป ป.ใดป.หนึ่งอาจจะตกลงใจแล้วก็ได้ หรืออาจจะมีตัวเลือกอื่นๆ ซึ่งคนการเมืองกระซิบกระซาบกันมาระยะหนึ่งแล้วว่าจะมีการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจชุดใหม่

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้จึงไม่ได้ส่งผลกระทบแค่นายอุตตม นายสนธิรัตน์หรือนายสุวิทย์เท่านั้น แต่โดนไล่ลงมาตั้งแต่นายสมคิดเลยทีเดียว ถ้ารัฐบาลเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจยามนี้ก็เท่ากับรับสารภาพต่อประชาชนว่าการขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชนที่ผ่านมาเป็นเรื่องไร้ผลงาน ไม่มีราคาก็เหตุการณ์ข้างหน้าที่จะไปเจอคือวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดที่เราเคยพบ

“สำหรับคนที่เคยเรียกร้องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ถึงวันนี้ แบบนี้ ผมว่าไม่ใช่แน่ๆ นี่ไม่ใช่นิวนอร์มอล นี่คือโอลด์นอร์มอลทางการเมือง เวรี่เวรี่เวรี่โอลด์นอร์มอล เป็นวิถีการเมืองที่ย้อนหลังไปหลาย 10 ปี มีการยึดอำนาจคณะผู้เผด็จการสืบทอดอำนาจโดยการตั้งพรรคการเมือง แล้วก็เกิดความขัดแย้งทางอำนาจ แย่งชิงผลประโยชน์ทางการเมือง ปรากฏแก่สายตาประชาชน สำหรับพล.อ.ประวิตรและคณะถึงเวลาต้องร้องเพลงนี้สิบล้อมาแล้ว ส่วนนายสมคิดและ 4 กุมารคงต้องเป็นผลงานเพลงของแสงสุรีย์ รุ่งโรจน์ เพลงหิ้วกระเป๋า” นายณัฐวุฒิกล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า นี่คือความจริงทางการเมืองและเรื่องคงจะไม่จบลงไปง่ายๆ เพราะตนเชื่อว่าถึงที่สุดฝ่ายที่ถูกเล่นงานก็คงพยายามจะพลิกเกมสู้ แม้จะไม่มีประตูสู้ได้ แต่อย่าลืมสำหรับนายสมคิดและคณะ นี่เป็นเหมือนรถไฟการเมืองเที่ยวสุดท้าย เจ็บน่ะเจ็บแน่ แต่คงกำลังคิดว่าจะจบแบบไหน ให้เจ็บน้อยที่สุดและพอจะเดินต่อได้

ข่าวลือหลังปรับครม. มีคนถามผมว่า ถ้าปรับครม.แล้ว จะต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีเป็นพล.อ.ประวิตร ด้วยไหม ตนว่าไม่ นายกรัฐมนตรียังเป็นพล.อ.ประยุทธ์  มาถึงวันนี้จะอยากหรือไม่อยาก ไม่ทราบแต่ตนคิดว่าพล.อ.ประวิตร เดินห่างจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาแล้ว แต่การขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เพราะเป็นตัวจริง ทนเสียงปี่กลอง ทนเสียงเรียกร้องของน้องๆ ในพรรคไม่ไหว คนไปเชียร์ ไปป้อไปยอทุกวัน เคลิ้มได้เหมือนกัน

“มีกระแสข่าวเลยเถิดไปถึงขั้นว่าส.ส.เพื่อไทยหลายสิบคนจะยกขบวนย้ายข้างมาเป็นกำลังหนุนในรัฐบาล วันนี้ตนไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่ถ้ามองเข้าไป แม้ว่าจะมีกระแสข่าวความขัดแย้ง มีแรงกระเพื่อมกันอยู่ แต่ไม่น่าจะถึงขั้นยกขบวนไปอยู่กับรัฐบาล ตนยังให้น้ำหนักเรื่องจุดยืนทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยและโดยส่วนตัว ไม่เชื่อว่าจะเป็นอย่างงั้นได้ แต่ถ้าเกิดหอบผ้าหอบผ่อนหนีตามพลังประชารัฐไปจริงๆ นี่ก็อีกโอลด์นอร์มอล ไม่ใช่โควิด-19 เรียกว่า โรคห่าล้วนๆ ช่วงนี้โควิดยังไม่หมด บางคนอาจจะบอกว่าไม่ควรพูดเรื่องการเมือง จะให้ตนทำยังไง ก็พรรคพลังประชารัฐเขาเล่นการเมืองกันอึกทึกครึกโครมกันขนาดนี้”นายณัฐวุฒิ กล่าว.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    57%
  • ไม่เห็นด้วย
    43%

บอกต่อ : 20