อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563

"ปิยบุตร-ไอติม" หนุนยกเลิก ส.ว.ให้เหลือแค่สภาเดียว

เชื่อออกแบบให้ดีระบบตรวจสอบรัฐบาลยังทำงานได้ ชี้การมีอยู่ของ ส.ว. คือสนามเดิมพันการต่อสู้ของกลุ่มที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง เสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2563 เวลา 18.26 น.


เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ร่วมเสวนา "เวทีแสวงหาฉันทามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประเทศไทย" โดยเพจ New Consensus Thailand จัดขึ้นในหัวข้อ "ส.ว.ไทย อย่างไรดี ?" โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า การมีขึ้นของสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. เป็นสถาบันการเมืองที่เดิมพันอำนาจบางอย่าง และนำมา

ซึ่งวิกฤตการณ์ทางการเมืองมากมาย ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ออกแบบให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็มีปัญหาเรื่องการแทรกแซง มีข้ออ้างเรื่องที่ว่าเป็นสภาผัวเมีย จนนำมาสู่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ออกแบบให้ ส.ว.แต่งตั้งครึ่งหนึ่งและเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยังมีปัญหาเดิมและนำมาสู่การที่ให้ ส.ว.มาจากการแต่งตั้งแบบในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ซึ่งยิ่งกว่าสภาผัวเมีย เพราะเป็นสภาแห่งการสืบทอดอำนาจ

นายปิยบุตร  กล่าวว่า บางช่วงบางตอน ส.ว. ก็เป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจ ดังนั้น การกำเนิดมาด้วยเหตุผลแบบนี้แล้ว ในความเห็นของตนคือไม่ต้องมีเลยก็ได้ กลับไปมีสภาเดียวก็ได้  ซึ่ง วันนี้ ส.ว. 250 คน ได้ทลายเหตุผลการมีอยู่ของ ส.ว.เป็นที่เรียบร้อย การที่บอกว่า ส.ว. มีอยู่เพื่อการตรวจสอบรัฐบาล ปรากฏว่าไม่มี ทุกคนลงมติไปทางเดียวกันหมด บางคนพูดอวยเชียร์รัฐบาลทุกวัน

ดังนั้น เหตุผลของการมี ส.ว. ได้ถูกทำลายโดย ส.ว. ชุดนี้เป็นที่เรียบร้อย นี่ยิ่งกว่าสภาผัวเมีย ซึ่งในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา ขนาดที่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลรวบรวมเสียงเกิน 250 ได้แล้ว ตนเคยคิดว่าอาจมี ส.ว.แบ่งเสียงมาแสดงจุดยืนของตัวเองด้วยการงดออกเสียง แต่กลายเป็นว่า มาครบทั้ง 249 คนตรงเป๊ะ มีเพียงประธานวุฒิคนเดียวที่ทำหน้าที่รองประธานรัฐสภาซึ่งงดออกเสียง



นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า สถานการณ์ตอนนี้ คือ อำนาจ ส.ว. ซึ่งเป็นอำนาจที่มาจากการแต่งตั้ง ขึ้นมาอยู่เคียงคู่กับอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และอำนาจหน้าที่ของ ส.ว.5 อย่าง ในตอนนี้ คือ 1. เลือกนายกรัฐมนตรี 2. กำกับการปฏิรูปประเทศ 3 ขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่เป็นผู้ออกใบอนุญาต 4.ร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศต้องให้ประชุมร่วม 2 สภา ซึ่งทุกร่างกฎหมายแทบเข้าได้หมด

และ 5. อำนาจในการเลือกคนเป็นองค์กรอิสระ ซึ่งจะรับประกันอะไรได้อีกว่าองค์กรอิสระจะเป็นกลาง ปลอดการเมืองอย่างแท้จริง เพราะวุฒิสภาชุดนี้มาจาก คสช. เลือกคนไปดำรงตำแหน่งเต็มไปหมด จึงไม่แปลกที่จะเห็นการวินิจฉัยอย่างเรื่องการยืมใช้คงรูป เป็นต้น ฝั่งซีกผู้มีอำนาจรอดหมด แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่รอด

“ทั้งหมดนี้มันเหมือนคลับใหญ่ๆ คลับหนึ่ง แล้วก็ดึงคนเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งหนึ่งที่เสียหายมาก จากการรัฐประหารปี 2557 คือ เราปล่อยให้คลับใหญ่เรื่อยๆ มีการอุปถัมภ์ค้ำชู ส.ว.กลายเป็นพื้นที่หางานให้เพื่อนทำ ไม่แปลกที่จะมีทหาร ตำรวจ เป็น ส.ว. เต็มไปหมด" นายปิยะบุตร กล่าว



ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า กล่าว่า ตนเห็นว่าทางออกจากปัญหานี้มี 3 วิธี คือ 1. ลดอำนาจของ ส.ว.ลง แบบ House of Lords ที่อังกฤษ ซึ่งมีอำนาจน้อยมากแม้จะมาจากการแต่งตั้ง ทำได้มากสุดคือยับยั้งกฎหมายได้ 1 ปี แต่ไม่สามารถปัดตกได้เลย ยิ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณแล้ว จะสามารถยับยั้งได้แค่ 1 เดือนเท่านั้น

2. มีอำนาจเยอะแต่เราก็ทำให้มาจากการเลือกตั้ง คล้ายกับสหรัฐอเมริกา แต่มีวิธีการออกแบบให้ไม่ออกมาหน้าตาเหมือน ส.ส. ด้วยความที่สหรัฐอเมริกาเป็นสหพันธรัฐ ก็จะออกแบบว่า 100 วุฒิสภาจะมาจาก 1 คนต่อรัฐ มีการเลือกไม่พร้อมกับ ส.ส. และแบ่งการเลือกเป็นรอบๆไปเพื่อไม่ให้ใครถืออำนาจได้นาน หรือ 3. ไม่ต้องมีเลย

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ตนเห็นว่าควรมีสภาเดียว ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ 1.โลกมีการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น การเปลี่ยนแปลงในทางกฎหมาย ไม่ว่าจะการออกกฎหมายหรือยกเลิกกฎหมายมีความจำเป็นยิ่งขึ้น การมีสภาเดียวจะสามารถลดเวลาพิจาณากฎหมายลง ทำให้รัฐมีความคล่องตัวมากขึ้น

2.งบประมาณที่เราสามารถประหยัดลงได้ และ 3. การมี ส.ว.ต่อไปจะนำไปสู่หลายปัญหาที่แก้ไขค่อนข้างยาก ถ้าแต่งตั้งแต่ให้อำนาจน้อย แล้วเราจะมั่นใจได้ย่างไรว่าเราจะได้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาจริงๆ หรือถ้ามีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งแต่อำนาจสูง ก็มีปัญหาอีกว่าจะสร้างระบบเลือกตั้งอย่างไรให้ไม่ซ้ำกับ ส.ว.หรือสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

“ถ้าเรากังวลว่าไม่มี ส.ว.แล้วจะไม่มีการถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร ตนคิดว่าสิ่งเดียวที่อันตรายกว่าสิ่งนั้นคือการที่เรามี ส.ว.ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อคล้อยตามฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้น ด้วยหลายประการแล้วคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจะพิจารณาเรื่องของสภาเดี่ยว”นายพริษฐ์ กล่าว.

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    60%
  • ไม่เห็นด้วย
    40%

บอกต่อ : 26