อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563

"สถิตย์"ชูแผนแม่บทเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นวาระประเทศ

ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวในการประชุมวุฒิสภา ชูแผนแม่บท "เศรษฐกิจดิจิทัล" เป็นวาระของประเทศ พุธที่ 15 กรกฎาคม 2563 เวลา 07.24 น.


เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ในการประชุมวุฒิสภา พิจารณาวาระ รายงานสรุปผลการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2562  ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ได้เกริ่นนำว่า เมื่อปี พ.ศ.2559 ในสมัยเป็นประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมาธิการฯ ได้นำเสนอแนวคิด “เศรษฐกิจกระแสใหม่” โดยมีวาระ “เศรษฐกิจดิจิทัล” (Digital Economy) เป็นหนึ่งในการปฏิรูปสำคัญด้านเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้า 

และในปีเดียวกัน พ.ศ.2559 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อเป็นองค์กรสำคัญของรัฐในการขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน กล่าวถึงเศรษฐกิจดิจิทัล ใน 2 ประเด็นยุทธศาสตร์ คือ ประเด็นยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต และประเด็นยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และดิจิทัล โดยมีผลการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติประจำปี 2562 ดังนี้

แผนแม่บทประเด็นที่ 4 อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต โดยมีแผนแม่บทย่อยคือ อุตสาหกรรมและบริการดิจิทัล ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ มีเป้าหมายและผลดำเนินการ ดังนี้ อัตราขยายตัวของอุตสาหกรรมและบริการดิจิทัลเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งไม่มีการรายงานในครั้งนี้  ความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย อยู่ที่อันดับ 1 ใน 40  ของการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล (Digital Competitiveness Ranking) โดย สถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD) ซึ่งในปัจจุบันพบว่า ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 40 จากจำนวน 63 ประเทศ ถึงแม้ว่าอันดับของประเทศไทยจะเป็นไปตามเป้าหมาย แต่เป็นการตกลงมา 1 อันดับจากปีก่อนหน้า

แผนแม่บทประเด็นที่ 7 โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และดิจิทัล โดยมีแผนแม่บทย่อย “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ที่มีเพียงเป้าหมายเดียวคือ ให้ประชาชนมีความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้นร้อยละ 70 ระหว่างปี พ.ศ.2561 – 2565 ซึ่งในรายงานพบว่า ปี พ.ศ.2561 มีอัตราเข้าถึงอยู่เพียงร้อยละ 56.8

ทั้งนี้ ดร.สถิตย์ เน้นย้ำว่า ยุคดิจิทัลเปลี่ยนโลกที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตใหม่ มาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะผลจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 จึงจำเป็นที่จะต้องปรับการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ดังนี้ ควรยกระดับความสำคัญของ "เศรษฐกิจดิจิทัล" เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยเสนอเพิ่ม "แผนแม่บทเศรษฐกิจดิจิทัล" ขึ้นมาแผนแม่บทอีกแผนหนึ่งต่างหาก โดยรวม อุตสาหกรรมดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบนิเวศดิจิทัล และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน

ควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนใน "แผนแม่บทเศรษฐกิจดิจิทัล" โดยให้ สอดคล้องกับตัวชี้วัดมาตรฐานระดับโลกของสถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD)  รวมถึงตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) และ สหประชาชาติ (UN) ดังนี้ ตัวชี้วัดตามการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการดิจิทัล อัตราขยายตัวของอุตสาหกรรมและบริการดิจิทัลเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี ตัวชี้วัดตาม สถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD)
อันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล(Digital Competitive ness Ranking) ของไทยอยู่ในอันดับที่ 1 ใน 40 ของโลก ซึ่งมีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ อันดับการพัฒนาองค์ความรู้ อันดับการพัฒนาด้านเทคโนโลยี และ อันดับการพัฒนาเพื่อรองรับอนาคต

ตัวชี้วัดตาม สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) อันดับความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์(Global Cyber security Index) เพราะความสะดวกดิจิทัลต้องมาพร้อมกับความปลอดภัยของข้อมูล ทั้งนี้ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้เปิดเผยรายงาน ฉบับล่าสุด เผยแพร่เมื่อปี ค.ศ.2019 ที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยอยู่อันดับที่ 35 จาก 175 ประเทศ ลดลงไป 15 อันดับจากฉบับก่อนหน้าเมื่อ ค.ศ.2017

ตัวชี้วัดตามสหประชาชาติ(UN) อันดับรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Development Index)โดยเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดเผยรายงาน  ปี 2563 ปรากฎว่าประเทศไทยติดอันดับที่ 57 จาก 193 ประเทศ ดีขึ้นถึง 16 อันดับ

ควรเร่งผลักดันให้รัฐบาลดิจิทัล สำเร็จเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะทุกภาคส่วนต้องเชื่อมต่อบริการและข้อมูลจากภาครัฐ ทั้งนี้ ขอชื่นชมคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดินที่ได้ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัด ในเรื่องดังกล่าวนี้ โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลระหว่างภาครัฐและเอกชน ผ่านโครงการบัตรดิจิทัลแห่งชาติ เพื่อเป็นเกตเวย์ดิจิทัล ในการเข้าถึงของบริการต่างๆบนหลากหลายแพลตฟอร์ม สู่การเป็น One Country One Platform

อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอประกอบ ดังนี้ เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วิสาหกิจชุมชน เกษตรกร ฯลฯ เข้าสู่แพลตฟอร์ม เพื่อสร้างความสมบูรณ์และเข้มแข็งของแพลตฟอร์มไทย เร่งรัดการดำเนินการเรื่องข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น 1) เชื่อมต่อ และบูรณาการข้อมูลของภาครัฐเข้าด้วยกัน ด้วยทางด่วนข้อมูล (X-Highway)  2) สนับสนุนส่งเสริมให้มีการตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ขนาดใหญ่ขึ้นในประเทศไทยให้สำเร็จ พร้อมดึงยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีของโลก เช่น Apple, Google, Facebook, Amazon, Netflix มาใช้ หรือมาตั้งเองในประเทศไทย ทั้งนี้จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางของข้อมูลของโลก ซึ่งจะดึงดูดให้ธุรกิจโลกใช้ไทยเป็นศูนย์กลาง เร่งสร้างนวัตกรรม และผู้ประกอบการใหม่ๆ ด้านดิจิทัล โดย การจัดให้มีแซนด์บ็อกส์ (Sandbox) ของหน่วยงานต่างเพิ่มเติมจากที่มีอยู่แล้ว เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น

นอกจากนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ท้าทายมากขึ้น ควรต้องทำให้ประเทศไทยกลายเป็นแพลตฟอร์มของโลก เป็น Country – as – a – Platform ดึงดูดให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน นำ One Country One Platform ของไทยไปใช้

ดร.สถิตย์ หวังว่าข้อเสนอเกี่ยวกับ "เศรษฐกิจดิจิทัล” ข้างต้น จะนำไปสู่ความสำเร็จของการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ และจะส่งผลให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น สามารถก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจและสังคมวิถีใหม่ ได้อย่างยั่งยืน

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 10