อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563

รัฐสภาเริ่มถกแก้ไขรธน.วันแรก  

รัฐสภาเริ่มถกแก้ไขรธน.วันแรก "ชวน" กรีด "ไพบูลย์" กลางสภาทีมก.ม. สภาไม่เก่ง แต่อ่านก.ม. เป็น เสี่ยงผิดก.ม.จึงไม่บรรจุ ด้าน 'สมพงษ์' นำทีมฝ่ายค้าน แก้รธน.มาตรา 256 ตั้ง “ส.ส.ร.” กลับไปใช้บัตรเลือกตั้งส.ส.แบบปี 40   ส่วน”น.อ.อนุดิษฐ์” ลั่นอย่าตีเช็คเปล่าแก้ รธน. พุธที่ 23 กันยายน 2563 เวลา 12.23 น.


เมื่อวันที่ 23 ก.ย. เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา โดยมี นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา หน้าที่ประธานในการประชุม เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ พ.ศ...ทั้ง 6 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 ที่เสนอโดย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และคณะเป็นผู้เสนอ 2.ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 ที่เสนอโดย นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และคณะเป็นผู้เสนอ 3.ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 270 และมาตรา 271 ในเรื่องการปฏิรูปประเทศ 4.ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 159 และยกเลิก มาตรา 272  เรื่อง ยกเลิกอำนาจ ส.ว.ในการโหวตนายกรัฐมนตรี  5.ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้แก้ไขเพิ่มเติม ที่ให้ยกเลิก มาตรา 279 ให้ยกเลิกประกาศและคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 6.ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้แก้ไขเพิ่มเติม ที่ให้ยกเลิก มาตรา 93 และ มาตรา 101 (4) เรื่องให้กลับไปใช้บัตรเลือกตั้งส.ส. 2 ใบ ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยร่างแก้ไขที่ 3-6 นั้น นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์  ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และคณะเป็นผู้เสนอ

ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ หารือใช้สิทธิเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่า ส.ส. สามารถลงนามร่วมเสนอญัตติได้คราวละ 1 ฉบับ หรือลงได้หลายฉบับ เนื่องจากมีการลงชื่อซ้ำกันในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ที่ฝ่ายค้านยื่นเพิ่มเติม ซึ่งเป็นปัญหาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (1) ซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญควรวินิจฉัย จึงเสนอญัตติด่วนให้รัฐสภาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไม่บรรจุเป็นญัตติเนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 156  ยืนยันว่า การเสนอญัตติเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 157 และขอให้รัฐสภามีมติเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 หากจะตีตก ก็จะยื่นต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อดำเนินคดี



นายชวน ชี้แจงว่า เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรพิจารณากรณีนี้เป็นพิเศษ มีเรียกประชุมฝ่ายกฎหมายทั้งหมด และมีข้อสรุปว่า ลงชื่อในฉบับเดียวกันไม่ได้ แต่หากทั้ง 4 ฉบับ เป็นคนละฉบับ และหลักการ และเหตุผลต่างกัน ไม่มีกฎหมายใดห้ามไว้ ไม่เคยมีปัญหาในการส่งตีความ ส่วนกรณีที่นายไพบูลย์ยกมา เป็นคนละเรื่องกัน และที่ขอให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องเดิมเคยตัดสินไว้แล้ว ไม่จำเป็นต้องส่งซ้ำใหม่  และกรณีญัตติคำร้องของนายไพบูลย์ยังขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 156 เนื่องจากไม่มีบัญญัติไว้ตามอำนาจหน้าที่ จึงไม่รับเป็นญัตติ

"แม้ฝ่ายกฎหมาย จะไม่เก่งชำนาญหรือเข้าใจลึกซึ้ง แต่ก็เชื่อว่าน่าจะอ่านกฎหมายทั่วๆไปได้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องเสี่ยงที่จะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ เมื่อไตร่ตรองดูแล้วผมจึงไม่ได้บรรจุวาระ" นายชวน กล่าว

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ย้ำว่า การเสนอญัตติด่วนจะต้องเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม ส่วนญัตติพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้ง 4 ญัตติเพิ่มเติม โดยมีปัญหา 1 ญัตติเกี่ยวกับระบบเลือกตั้ง เนื่องจากเนื้อหาในร่างเกินกว่าหลักการ แต่ก็จะยื่นเข้ามาอีก ด้านนายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชาชรัฐ เสนอให้ที่ประชุมลงมติ เพื่อตัดสินใจว่าจะส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าควรยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ 

ด้านนายไพบูลย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องของการรักษาหลักการ รัฐธรรมนูญกฎหมาย ถ้าไม่ผิดกฎหมายก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าผิดกฎหมายผมก็จะดำเนินการให้ถึงที่สุดเช่นเดียวกัน ถ้ามั่นใจว่าจะตีตกก็เอาเลย ซึ่งผมก็จะเดินหน้าเช่นเดียวกัน”

จากนั้นเวลา 10.09 น. ได้เข้าสู่ระเบียบวาระพิจารณาเรื่องด่วน 6 ญัตติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายวิรัช ส.ส.บัญชีรายชื่อ  พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ประธานวิปรัฐบาล ชี้แจงถึงกรอบการประชุมขอให้รวมทั้ง 6 ฉบับ พิจารณาร่วมกัน ส่วนการลงมติจะรับหลักการทีละฉบับ โดยการอภิปรายถึงเวลา 18.00 น. ก่อนการลงมติ โดยเวลาอภิรายได้ฝ่ายละ 7 ชั่วโมง 20 นาที ขณะที่ประธานรัฐสภา วินิจฉัยว่าควรดำเนินการตามระเบียบวาระ



ต่อมาเวลา 10.29 น. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะผู้เสนอญัตติชี้แจงหลักการและเหตุผลญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยชี้ถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเดินต้องมีมติจาก ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 และมีเสียงจากพรรคการเมืองที่ไม่มีประธานหรือรองประธานสภา หรือไม่มีคณะรัฐมนตรีอีกไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 ของพรรคการเมืองดังกล่าว และยังต้องทำประชามติ จึงเห็นควรให้กลับไปชี้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา รวมถึงเสียงเรียกร้องประชาชนที่ชี้ว่ารัฐธรรมนูญควรแก้ไขเพื่อให้เป็นประชาธิปไตย จึงควรจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญ

ส่วนหลักการร่างแก้ไขยกเลิกมาตรา 270 ถึง 272 นายสมพงษ์ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า เป็นหลักการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและขัดกับหลักการถ่วงดุลอำนาจ โดยเฉพาะมาตรา 272 เกี่ยวกับการให้ ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีสิทธิร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ไม่สอดคล้องกับหลักการและประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงไม่ควรให้ ส.ว.มีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป จึงเห็นควรยกเลิกมาตรา 272 และแก้ไขมาตรา 159 ให้การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส.

นายสมพงษ์ ยังชี้แจงหลักการและเหตุผลให้ยกเลิก มาตรา 279 เกี่ยวกับการประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำของ คสช.และหัวหน้า คสช. ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชน ขัดหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่ได้รับการรับรองให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ คสช. สิ้นสุดไปแล้ว แต่ยังคงบทบัญญัติไว้ ทำให้ไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมยกเลิก ส่วนหลักการและเหตุผลการแก้ไขระบบเลือกตั้ง นั้นเนื่องจากการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวมีปัญหาหลายด้าน ยุ่งยากในทางปฏิบัติ ไม่สะท้อนเจตนารมณ์ประชาชน ไม่เป็นธรรมต่อพรรคการเมือง การคิดคำนวณไม่แน่นอนชัดเจน สมควรนำวิธีการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้าที่ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ กลับมาใช้ ซึ่งเคยใช้มาหลายครั้ง ประชาชนเข้าใจ ไม่เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ



จากนั้น เวลา 10.44 น. นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะวิปรัฐบาลที่เสนอญัตติของพรรคร่วมรัฐบาลแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 เนื่องจากเมื่อบังคับใช้รัฐธรรมนูญระยะหนึ่ง แต่มีปัญหาไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมประชาชน ปัญหาการกระจายอำนาจ ปัญหาด้านสิทธิเสรีภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ จึงควรมีการศึกษาทบทวนรัฐธรรมนูญให้เกิดความชัดเจนและเหมาะสม เพื่อเป็นแม่แบบการดำเนินการด้านต่างๆ ให้ประเทศมีเสถียรภาพความมั่นคง ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ด้วยบทบัญญัติการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญยุ่งยาก จึงควรแก้ไขมาตรา 156 ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมาะสม ไม่ยุ่งยากเหมือนปัจจุบัน และควรมีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมี ส.ส.ร.เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทำรัฐธรรมนูญที่เหมาะสม สอดคล้องเจตนารมณ์ประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีการรับฟังความเห็นและออกเสียงประชามติ



นายวิรัช กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ก็ยังมีข้อบกพร่อง ส่วนรัฐธรรมนูญปี 2560 หลายพรรคการเมืองชูประเด็นตอนหาเสียงเลือกตั้งว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่พรรคพลังประชารัฐไม่มีนโยบายแก้ไขเรื่องนี้ แต่เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาล ก็ปรากฏเป็นนโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ก็มีกลุ่มภาคประชาชนทั้งคณะประชาชนปลดแอก หรือกลุ่มไทยภักดี กำลังเคลื่อนไหว ดังนั้นไม่ว่าจะแก้ไขมากหรือน้อยก็ต้องเกิดปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งตนเองอยากเห็นบ้านเมืองสงบไม่แบ่งแยก ซึ่งในญัตติพรรคร่วมรัฐบาลมีเจตนารมณ์แก้ในมาตราที่เป็นปัญหา แต่ยืนยันไม่แก้หมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ซึ่งทุกคนมีความเห็นตรงกัน รวมถึงญัตติของผู้นำฝ่ายค้าน และเห็นร่วมกันว่าควรแก้ไขมาตรา 256 แต่ถ้าจะแก้ไขได้ จะต้องอาศัยเสียงวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ร่วมลงมติเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย และขอให้สมาชิกโหวตลงมติรับหลักการญัตติพรรคร่วมรัฐบาล และขอให้ร่วมกันพิจารณาเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ขอขอบคุณสมาชิกที่ร่วมลงชื่อสนับสนุนญัตติ และหวังว่าจะได้มติจากวุฒิสภา

ต่อมาเวลา 11.05 น. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 มีเจตนารมณ์ขัดหลักประชาธิปไตยหลายเรื่อง ทำให้ระบบการเมืองอ่อนแอ เศรษฐกิจถดถอยหลังจากบังคับใช้รัฐธรรมนูญ โดยเปรียบเทียบการจัดตั้ง ส.ส.ร.และทำให้มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 ซึ่งขณะนั้นประเทศไทย มั่งคั่ง เป็นสวรรค์ของนักลงทุน เป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย สามารถจัดระเบียบสังคม ปราบปรามาเฟีย ยาเสพติด พักหนี้เกษตรกร ปรับปรุงโครงสร้างภาษี จัดงบประมาณสมดุล ปลดหนี้ไอเอ็มเอฟ (IMF) ครบด้วยปัจจัย 4 ซึ่งสรุปว่ากติกาที่ประชาชนร่างมาทำให้ไทยผงาดในเอเชียและเวทีโลก แต่แม้รัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้ง แต่ก็ยังทิ้งมรดกไว้มากมาย เกิดนโยบายสำคัญมากมายที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ดังนั้นการจะให้กติกาได้รับการยอมรับ ต้องให้คนในสังคมมีส่วนร่วมด้วย ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาความขัดแย้งเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า ในการบัญญัติพระธรรมวินัยที่ใช้มาเกือบ 3,000 ปี เกิดจากการประชุมของสงฆ์ เป็นประโยชน์เพื่อส่วนรวม ประโยชน์สาธารณะ ไม่ขัดต่อหลักนิติธรรมสากล และมีการปรับตามเวลา จึงใช้มาถึงปัจจุบัน แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้เกิดจากการมีส่วนร่วม เกิดจากแนวคิดผู้ยึดอำนาจ ไม่มีหลักนิติธรรมสากล ทำให้มีผลอาญาย้อนหลัง พิจารณาคดีลับหลังได้ ขณะที่การแก้ไขทำได้ยากเย็นแสนเข็ญ ทำให้เกิดความขัดแย้ง ปัญหาการเมือง ที่มีรัฐธรรมนูญเป็นต้นตอปัญหา จึงต้องช่วยกันยุติปัญหาทางการเมือง คืนอำนาจให้ประชาชนร่างรัฐธรรมนูญของตัวเอง สนองความต้องการหยุดคุกคาม ร่างรัฐธรรมนูญโดย ส.ส.ร. และยุบสภา

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า ตนเชื่อว่า ส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน จะเห็นชอบหลักการตามญัตติที่เสนอ เหลือเพียงเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 24 เสียง ที่จะมีส่วนสำคัญทำให้บ้านเมืองพ้นจากความขัดแย้ง แต่วุฒิสภาบางคนยังเข้าใจผิด คิดว่าการตั้ง ส.ส.ร.เป็นการตีเช็คเปล่า จึงขอทำความเข้าใจว่า การคืนอำนาจให้ประชาชนร่างรัฐธรรมนูญมีความชอบธรรม หาก ส.ส.ร.ร่างมาไม่ดี รัฐสภาก็สามารถตีกลับได้ หรือประชาชนทำประชามติไม่เห็นชอบ ก็ไม่สามารถบังคับใช้ได้อยู่แล้ว จึงไม่ใช่การตีเช็คเปล่า และคิดว่าคุ้มหากจะต้องใช้งบประมาณประชามติเป็นหมื่นล้านบ้าน แลกกับการปล่อยให้เกิดความขัดแย้ง พร้อมย้ำว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องรัฐบาล จึงไม่มีอุปสรรคต่อกัน รัฐบาลสามารถเดินหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ จึงอยากเรียกร้องให้วุฒิสภาให้การสนับสนุนตั้ง ส.ส.ร. ตามที่ ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลเห็นชอบตรงกัน ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ก็ขอให้วุฒิสภาสบายใจ ทำงานร่วมกัน ทุกฝ่ายสามารถตั้งตัวแทนร่วมเป็นกรรมาธิการได้ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบคอบ เป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด เชื่อ ส.ว.ทั้ง 250 คนมีความรักชาติไม่ต่างกัน จึงขอให้เห็นชอบหลักการที่เสนอ.
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 14