อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2563

วงเสวนาแฉกมธ.บางคนแค่เซ็นชื่อรับเบี้ยประชุมแล้วกลับ

“กมธ.กิจการสภาฯ”จัดเสวนา“ประชาชนกับสภา” แฉมีกมธ.บางคนแค่เซ็นชื่อรับเบี้ยประชุมแล้วก็กลับ จี้ยุบทิ้ง ขู่ร่างรธน.ฉบับประชาชนสภาฯ เลื่อนได้ แต่ประชาชนอาจไม่รอ จ่อตั้งหน่วยรับเรื่องช่วยประสานกมธ.ให้ประชาชน เสาร์ที่ 26 กันยายน 2563 เวลา 12.51 น.


เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนาเรื่อง “บทบาทของสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการกับการแก้ไขปัญหาของประชาชน” โดยในช่วงของการ การจัดเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อประชาชนกับสภานั้น มีวิทยากรที่ร่วมเสวนาประกอบด้วย น.ส.นภาพร เพ็ชร์จินดา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการฯ นายบารมี ชัยรัตน์ สมัชชาคนจน น.ส.ชุมาพร แต่งเกลี้ยง คณะรณรงค์สมรสเท่าเทียม และนายณัชปกร นามเมือง โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนหรือไอลอว์ 

นายบารมี กล่าวว่า สมัชชาคนจนใช้กลไกรัฐสภาในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เพราะบางเรื่องมีความล้าหลัง หรือบางเรื่องยังไม่มีกฎหมาย แต่เมื่อเราเจอกับเกมการเมืองในสภาฯ ก็เบื่อที่จะเสนอกฎหมาย กรรมาธิการฯ เองก็ไม่รู้ตั้งขึ้นมาทำไม ตนเห็นมากับตา บางคนเข้ามามองๆ แล้วก็บอกว่าที่นั่งเต็ม ไม่มีที่นั่ง แล้วก็ไปเซ็นชื่อรับเบี้ยประชุม แล้วก็ไป ถ้าแบบนั้นตั้งพวกตนไปเป็นกรรมาธิการฯ ไว้เถียงกับคณะกรรมการกฤษฎีกายังจะดีกว่า

ด้านน.ส.ชุมาพร กล่าวว่า เราใช้กลไกรัฐสภาครั้งแรกในสมัยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ เพื่อแก้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม แต่ในรัฐบาลชุดนี้มีการเสนอกฎหมายผ่านกรรมาธิการฯ แต่ดูเหมือนว่ากรรมาธิการฯ ไม่ได้ทำงานในลักษณะของการผลักดันกฎหมาย แต่เป็นการศึกษากฎหมายเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือมากกว่า นอกจากนี้ บางครั้งยังมีการบอกว่า บางเรื่องนั้นอยู่นอกเหนืออำนาจของรัฐสภา ซึ่งเป็นคำพูดที่ทุเรศมาก ดังนั้น เมื่อมีการระดมความคิดเห็นต่างๆ สภาฯ จึงควรที่จะต้องพร้อมส่งเสียงหรือแม้จะต้องจ่ายค่าสื่อโฆษณาเพื่อให้มีคนมาร่วมรับฟังความคิดเห็นก็เป็นเรื่องที่ควรต้องทำ เพื่อให้ประชาชนได้รู้ว่าเรากำลังจะมีกฎหมายอะไร ซึ่งไม่เหมือนกับกรณีของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เวลาจะแก้กฎหมายก็เปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเพียงแค่ 7 วัน แล้วก็ไม่เคยบอกใครเลย อีกทั้งในระหว่างนั้นก็ยังระบบล่ม ซึ่งควรที่จะยุบทิ้งไปเลยดีกว่า

นายณัชปกร กล่าวว่า วันนี้คนเริ่มไม่ไปคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกันแล้ว แต่เลือกที่จะไปที่รัฐสภามากกว่า เพราะเขารู้สึกว่ามีคนที่พร้อมจะรับฟัง และพร้อมที่จะเป็นตัวแทนเพื่อไปสู้ให้เขาอยู่ที่นั่น รัฐสภาจึงเป็นกลไกที่ยังรู้สึกว่ามีผู้แทนของประชาชนอยู่ในนั้นบ้าง สภาฯ มีพื้นที่กว้างขวาง แต่ชอบเอาประชาชนไปยืนออที่หน้าประตู แล้วก็ปิดประตู ทำเหมือนประชาชนเป็นคนที่ทำให้เกิดปัญหาจราจร ซึ่งตนเข้าใจว่า ตอนออกแบบก่อสร้างรัฐสภานั้นมีความพยายามที่จะมีพื้นที่ให้ประชาชนได้ชุมนุม แต่สุดท้ายกลับจัดลำดับให้พื้นที่ดังกล่าวเสร็จเป็นอันดับสุดท้าย ทั้งนี้ สภาฯ เมื่อรับเรื่องร้องเรียนอะไรไปก็ควรที่จะมีการเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนติดตามได้ด้วย เพราะเราอยากจะรู้ว่าใครคือตัวปัญหาในกระบวนการของสภาฯ จะได้เช็คบิลได้ถูกคน และประชาชนก็จะได้รู้ด้วยว่าใครที่เป็นคนขัดขวางการแก้ปัญหาของประชาชน นอกจากนี้ บางเรื่องประชาชนเขาศึกษามาดีแล้ว จึงไม่ควรมาตั้งกรรมาธิการฯ เพื่อมาศึกษาอีก แต่ควรจะมีนิติกร เพื่อมาช่วยทำร่างกฎหมายให้กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม ทราบว่าขั้นตอนในการบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบรายชื่อ ซึ่งนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ บอกว่าใช้เวลาแค่ 15 วัน โดยระดมเจ้าหน้าที่ประมาณ 100 คนมาตรวจนับรายชื่อ ดังนั้น ร่างประชาชนจะต้องไปต่อ ซึ่งเราจะจับตาการดำเนินการต่างๆ  และการเลื่อนไปอีก 8-9 เดือนนั้นเราก็รอได้ แต่ประชาชนเขาจะรอหรือเปล่าพวกตนไม่รู้ และถ้าไปถึงจุดที่ภาคประชาชนต้องออกมา ไอลอว์ก็พร้อมที่จะร่วมด้วย

ขณะที่น.ส.นภาพร กล่าวว่า ได้ฟังแล้วก็รู้สึกอายว่า ทำไมเป็นแบบนี้ ทั้งนี้ หลังจากนี้จะเสนอกรรมาธิการฯ ว่า ปัญหาที่ถูกสะท้อนมานั้นสภาฯ จะทำอะไรได้บ้าง ถ้าหากไม่ทำ ตนก็จะทำเอง โดยจะจัดตั้งหน่วยรับเรื่องขึ้นมา แล้วนำไปประสานกับกรรมาธิการฯ อื่นๆ ให้ และถ้าหากกรรรมาธิการฯ นั้นๆ ไม่ทำ ดองเรื่องไว้ ก็จะต้องชี้แจงให้ได้ว่าทำไมเรื่องนั้นๆ ถึงไม่เดิน ซึ่งตรงนี้จะต้องช่วยกันกระตุ้นว่าเป็นเพราะอะไร และเพราะใคร
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 17