อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม 2563

ถอนฟื้นหรือโหมแรงไฟ? วัดใจฝ่าทางตันเกมอำนาจ

ที่ผ่านมา “บิ๊กตู่” เองก็แกงผู้ชุมนุมด้วย “เกมยื้อ” การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันผู้ชุมนุมก็แกงรัฐบาล แกงตำรวจ แต่สุดท้ายแล้วคนที่โดนแกงในทุกสถานการณ์ก็คือประเทศไทย อาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2563 เวลา 10.00 น.

ร้อนระอุขึ้นทุกขณะสำหรับอุณหภูมิทางการเมือง ที่ถูกสุมไฟร้อนมาตลอดทั้งสัปดาห์นับตั้งแต่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ที่นำไปสู่เหตุการณ์สลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน จนเป็นเหตุให้ “ไฟลามทุ่ง” เกิดการชุมนุมดาวกระจายทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด
จนหลายเป็นการขย่มขวัญรัฐบาลกระเจิง ทำเอา “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และองคาพยพ ต้องยอมสวมบท “เสือถอย” เพื่อลดความร้อนแรงของสถานการณ์

ไล่ตั้งแต่ “ถอยก้าวแรก” ด้วยการเปิดสภาสมัยวิสามัญ เพื่อใช้เป็นเวทีพูดคุย 4 ฝ่าย คือคณะรัฐมนตรี ส.ส.รัฐบาล ส.ส.ฝ่ายค้าน และส.ว. เพื่อหาทางออกให้ประเทศจากสถานการณ์การชุมนุม ตามมาด้วย “ถอยก้าวสอง” ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร และ “ถอยก้าวสาม” ด้วยการปลดล็อคการ “ปิดสวิตช์ ส.ว.” โดย คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก่อนรับหลักการ ได้เคาะข้อสรุปการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีการรวมมาตรา 272 เรื่องการให้อำนาจ ส.ว.โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดทางให้ตัดอำนาจดังกล่าวไว้ด้วย

ซึ่งก็สอดคล้องกับคำพูด “บิ๊กตู่” ที่พูดผ่านแถลงการณ์ว่าวิธีเดียวที่จะหาทางออกของปัญหา ก็คือการพูดคุยกัน ผ่านกระบวนการของรัฐสภา โดยมีการเปรียบเปรยเป็นเหมือนการ “ถอยกันคนละก้าว” เพื่อออกห่างจากทางที่จะนำไปสู่ปากเหว และขอให้ทุกคนร่วมใจกัน ทำให้เมฆดำที่กำลังเคลื่อนมาปกคลุมประเทศไทยหายไป



ถึงแม้แนวทางการใช้รัฐสภาแก้ปัญหาจะพอเป็นทางออกได้ก็จริง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าการตัดสินใจของ “บิ๊กตู่” ในครั้งนี้จะช้าเกินไปหรือไม่ เพราะดูจากบริบทของกลุ่มผู้ชุมนุมตอนนี้ปักหมุดชัดเจนว่าต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจะต้องรอดูว่าการชักฟื้นออกจากกองไฟในตอนที่เปลวไฟโหมกระพือลุกลามไปแล้ว จะได้ผลหรือไม่ โดยเฉพาะการใช้กฎหมาย ใช้นิติรัฐดำเนินการกับแกนนำในการชุมนุมหลายคน ที่ยังเป็นประเด็นอ่อนไหวของทั้งสองฝ่าย

แม้งานนี้รัฐบาลจะอ้างว่าถอยเพื่อหาทางออกร่วมกันแล้ว แต่ก็อาจจะไม่เพียงพอที่จะดับไฟการเมืองที่ลุกโชนอยู่ในตอนนี้ ดังนั้นก็ยังมีความเป็นไปได้ว่าหลังจากนี้ประเทศไทยอาจจะยังต้องเจอกับการชุมนุมแบบดาวกระจายต่อไปอีก รวมทั้งอาจจะมีการยกระดับการชุมนุมเพื่อส่งผ่านแรงกดดันไปยังรัฐบาล ตามรูปแบบ “ฮ่องกงโมเดล” ซึ่งอาจจะร้อนแรงและสร้างผลกระทบมากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้



นอกจากนั้นอาจมองได้ว่า “รัฐบาลบิ๊กตู่” กำลังเล่นสองหน้า แม้ด้านหนึ่งจะบอกว่ายอมถอย ยอมรับฟังผู้ชุมนุม แต่อีกด้านหนึ่งกลับกลายเป็น “หนังคนละม้วน” เพราะมีการระดมพลใส่เสื้อเหลืองแสดงพลังในหลายๆพื้นที่ ซึ่งมีจุดเชื่อมโยงกับคนในรัฐบาล และคนในพรรคพลังประชารัฐ จนถูกมองว่ารัฐบาลต้องการปลุกคนอีกกลุ่มขึ้นมาเพื่อกระตุ้นความขัดแย้งของคนสองกลุ่ม นำไปสู่เหตุการณ์ใช้ความรุนแรงต่อผุ้ชุมนุมอีกฝ่าย ซึ่งอาจจะกลายเป็นเงื่อนไขทางการเมืองในอนาคต ดังนั้นความรุนแรงระหว่างคนสองกลุ่มขึ้นมาจริงๆ งานนี้ “บิ๊กตู่” จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

หลังจากนี้คงต้องจับตาสถานการณ์การชุมนุมต่อไป โดยเฉพาะการยื้อเกมกันระหว่าง “บิ๊กตู่” กับผู้ชุมนุม เพราะที่ผ่านมา “บิ๊กตู่” เองก็แกงผู้ชุมนุมด้วย “เกมยื้อ” การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันผู้ชุมนุมก็แกงรัฐบาล แกงตำรวจ แต่สุดท้ายแล้วคนที่โดนแกงในทุกสถานการณ์ก็คือประเทศไทย

ทั้งนี้หากทุกฝ่ายยังตั้งโจทย์ปักหมุดกับจุดยืนทะลุเพดาลของฝ่ายตนเอง และเดินหน้าในแนวทางคู่ขนานกัน ปลายทางของการเมืองไทยก็คงหนีไม่พ้นทางตันทั้งทางการเมือง และทางเศรษฐกิจ



เกมการเมืองต่อไปหลังจากนี้จะต้องจับตาดูที่เวทีการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ว่าจะมีการพูดคุยหาทางออกกันอย่างไร ซึ่งแนวทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือการตั้งคณะกรรมการ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้สะท้อนความเห็นเพื่อหาทางออกร่วมกัน แต่งานนี้ความเห็นที่ทะลุเพดาลในเรื่องสถาบันกษัตริย์ อาจจะเป็นเงื่อนไขที่รัฐบาลไม่ยอมรับ สุดท้ายกรอบการแก้ปัญหาในการประชุมสภาฯ อาจจะถูกจำกัดอยู่ที่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคงจะต้องรอดูว่าจะตอบโจทย์ให้กับทุกฝ่ายได้หรือไม่

ส่วนการเรียกร้องให้ “บิ๊กตู่” ลาออกภายใน 3 วันนั้น ก็คงจะเป็น 3 วันที่ “บิ๊กตู่” จะต้องครุ่นคิดว่าจะเดินเกมรับมืออย่างไร แต่ที่แน่ๆ มีความเป็นไปได้เพียงน้อยนิด ที่ “บิ๊กตู่” จะยอมลาออกตามข้อเรียกร้อง เพราะข้อเสนอให้ลาออกถูกพูดถึงมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ตั้งม็อบปลดแอกจนพัฒนามาเป็นคณะราษฎร จนกระทั่งถึงอย่างในปัจจุบัน ประกอบกับก่อนหน้านี้ “บิ๊กตู่” ก็ออกมายืนยันชัดเจนว่าไม่ออก และถึงขั้นถามกลับว่าผิดอะไร ถึงมีการเรียกร้องให้ลาออก

อีกทั้ง “บิ๊กตู่” ย่อมรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าเมื่อไหร่ที่ลงจากอำนาจแล้ว อำนาจในการคุมเกมการเมืองจะตกไปอยุ่กับอีกฝ่ายทันที ดังนั้นการที่ “บิ๊กตู่” จะลาออกตามข้อเรียกร้องคงเป็นไปได้ยาก



แต่หากงานนี้ “บิ๊กตู่” ยอมลาออก ก็จะต้องมีการเตรียมหานายกฯคนใหม่เข้ามารับไม้ต่อ ซึ่งหากดูตามการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในบัญชีพรรคการเมือง ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาของพรรคร่วมรัฐบาลหลักๆ พบว่าในส่วนของพรรคอันดับสอง พรรคภูมิใจไทย มีชื่อ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข ซึ่งหากดูจากท่วงท่าลีลาทางการเมืองแล้ว ก็ยังไม่ตอบโจทย์ที่จะขึ้นมานั่งแท่นเป็นคนพาประเทศพ้นวิกฤติ

หันไปดู พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ค้างอยู่ในบัญชี แม้จะลาออกจากการเป็น ส.ส.ของพรรคแล้วก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังถือเป็นบุคคลที่มีรอยช้ำ รอยด่างทางการเมือง ทั้งการสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ ในปี 2553 หรือการออกตัวแรงประกาศไม่เอาเผด็จการ ก็อาจทำให้เป็นตัวเลือกที่ไม่ตอบโจทย์ผู้ชุมนุมในขณะนี้และไม่ตอบโจทย์ “บิ๊กในรัฐบาล” 

และหากเปลี่ยนไปดูตัวเลือกจาก “บิ๊กท็อปบู๊ท” ก็ยังไม่มีคนเข้าตา ไล่ตั้งแต่ “บิ๊กบี้” พล.อ. ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. คนใหม่ ที่ยังถือได้ว่าใหม่ทางการเมืองจนเกินไป และหากจะหันหา ผบ.ทบ.คนเก่าอย่าง “บิ๊กแดง” พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ก็กลายเป็นคู่ขัดแย้งกับกลุ่มผู้ชุมนุม จากวาทกรรม “ชังชาติ” ดังนั้นเกมตอนนี้ก็ยังคลำหาตัวว่าที่นายกฯ ที่จะมาทำหน้าที่เป็นกาวประสานทุกฝ่ายนั้น ยังไม่เจอ



ส่วนแนวโน้มการตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” ก็ยังเป็นไปได้ยาก เพราะติดเงื่อนไขที่ผู้ชุมนุมประกาศชัดเจนว่าไม่เอารัฐบาลแห่งชาติ ประกอบกับพรรคก้าวไกลเองก็มีท่าทีชัดเจนว่าไม่ร่วมรัฐบาลแห่งชาติโดยเด็ดขาด เมื่อเปลี่ยนตัวนายกฯก็ไม่ได้ ตั้งรัฐบาลแห่งชาติก็ไม่ได้ ถึงจุดนั้นก็จะกลายเป็นทางตันสำหรับประเทศไทย

ดังนั้นทุกฝ่ายควรจะตั้งหลักหันหน้ามาคุยกันด้วยเหตุและผล ลดความสุดโต่งของแต่ละฝ่าย เพื่อแสวงหาจุดร่วม ที่พาประเทศเดินหน้าพ้นวิกฤติทางการเมืองในตอนนี้ ดีกล่าวที่จะปล่อยให้ประเทศเดินไปถึงทางตัน.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 10