อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563

เริ่มต้นผิดมา7ปีแล้ว'อานันท์'ถาม'บิ๊กตู่"ได้ยินม็อบไหม?

“อานันท์ ปันยารชุน”ถาม “บิ๊กตู่”ได้ยินเสียงม็อบนักศึกษาหรือไม่ แต่จะลาออกหรือไม่เป็นสิทธิ ระบุเริ่มต้นผิดมา 7 ปีแล้ว  แนะแก้รธน.ต้องโละ 250 ส.ว.เลิกอำนาจโหวตนายกฯ พร้อมแก้โทษ 112 มีโทษแค่ทางแพ่ง ชี้ตราบใดที่สังคมไม่มีความยุติธรรม ไม่มีความเสมอภาค ปท.ไม่มีความสงบ พฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2563 เวลา 19.30 น.


เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่โรงแรมแมริออท สุขุมวิท พาร์ค มีการจัดเวทีนักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 13 “จากรุ่นแอนะล็อกสู่ยุคดิจิทัล เราจะลดช่องว่างการสื่อสารด้วยความจริงใจและความงามได้อย่างไร” จัดโดยภาคีโคแฟค ประเทศไทย (Cofac) สถาบันเชนจ์ฟิวชั่น มูลนิธิฟรีดิช เนามัน สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้หลายคนเข้าใจว่าสถานการณ์บ้านเมืองเราอยู่ในภาวะวิกฤติ แต่คนในรุ่นตนมองว่าไม่ได้เป็นของผิดปกติอะไร เพราะเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาไม่รู้กี่ครั้งในระยะ 88 ปี ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย คนเราเมื่ออายุมากเห็นร้อนเห็นหนาวเห็นเหวเห็นยอดเขา

นายอานันท์ กล่าวอีกว่า ในปัจจุบันปัญหาของเมืองไทย เป็นปัญหาที่เรียกว่าเป็นการเมืองเหมือนที่เคยมีมาในอดีต พอมีปัญหาทางการเมืองทำไปทำมาสู้รบกันเสร็จก็มีการรัฐประหาร จากนั้นก็เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ พอเขียนเสร็จก็เลือกตั้งและตั้งรัฐบาล ต่อมาอีก 7-8 ปี ก็วนเวียนกลับมา มันไม่พ้นวงจรนี้ เพราะสิ่งที่เราทำมาในอดีต 88 ปี ไม่ว่าจะเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญ การตั้งรัฐบาลหรือมีนโยบายต่าง ๆ ก็ดี เป็นเรื่องของการมองผลในระยะสั้นเท่านั้น มันไม่ได้มองประเด็นถึงแก่นรากของประเด็น มองประเด็นแต่เพียงผิวเผิน เมื่อมองผิวเผินก็ไม่รู้ว่าเหตุที่ทำให้เกิดประเด็นนี้ขึ้นมามันมาจากอะไร เวลาแก้ก็ไม่ได้แก้ที่รากแต่ไปแก้ที่กิ่ง ใบ สาขา ดังนั้น ทางออกที่ผ่านมาในอดีตมันเป็นทางออกระยะสั้นเหมือนอย่างที่เมืองไทยต้องการความสงบเรียบร้อย ซึ่งความสงบเกิดจากอะไร หากเกิดเพราะกฎหมายที่ควบคุม อันนั้นเรียกว่าเป็นความสงบที่ผิวเผิน ความสงบที่แท้จริงต้องเป็นความสงบที่ไม่ได้เกิดจากการบังคับ ไม่ได้มาจากเบื้องบนและไม่ได้มาจากเบื้องล่าง แต่เป็นความสงบที่ทุกฝ่ายพูดคุยกันแล้วยอมรับ ต้องมองว่าความสงบที่แท้จริงรากอยู่ที่ไหน ตนคิดว่าตราบใดที่สังคมไม่มีความยุติธรรม ไม่มีความเสมอภาค มันไม่มีความสงบ อย่างไรก็ตาม ไม่มีสังคมไหนสงบ 100% อย่างน้อยหากจับเหตุของปัญหาที่ถูกต้องโอกาสที่เราจะไปสู่สังคมที่มีความยุติธรรมมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำน้อยลงไป ให้คนมีโอกาสมากขึ้นกว่าเดิมเราก็น่าจะพอใจแล้ว

นายอานันท์ กล่าวว่า ในสายตาของตนพูดได้เลยว่าอันนี้เป็นข้อขัดแย้งระหว่างคนละรุ่น สำหรับตนนั้นเป็นดิจิทัล อิกนอแรนซ์ เพราะไม่ได้ต้องการและไม่มีความอยากที่จะเข้าสู่ดิจิทัลเลย ถ้าเปรียบเทียบประวัติศาสตร์โลก ข้อขัดแย้งของเมืองไทยทุกสมัยเป็นข้อขัดแย้งข้อพิพาทที่ไม่ใช่ระหว่าง 2 ฝ่าย จริงๆ แล้วระหว่างคน 2 กลุ่มเท่านั้น เป็นข้อพิพาททางการเมืองโดยมีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง ไม่ใช่ข้อพิพาทบนพื้นฐานของศาสนาหรือเชื้อชาติ แต่ของเราเป็นเรื่องส่วนตัวเป็นส่วนใหญ่ ตนคิดว่าความวุ่นวายในปัจจุบัน ตนจะไม่พูดถึงข้อเรียกร้องของเขา ความวุ่นวายในปัจจุบันมันอ่อนดีกรีมากกว่าในอดีต ไม่ว่าจะเป็น 14 ต.ค. 16 หรือ 6 ต.ค.19 ซึ่งเป็นข้อพิพาททางด้านการเมือง ซึ่งทั้ง 2 เหตุการณ์จบด้วยการปะทะกัน

นายอานันท์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ การใช้อินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทำให้เกิดปัญหาความไม่เข้าใจเกิดขึ้น ไม่เหมือนพูดคุยกันต่อหน้า จึงต้องเปิดกว้างและรับฟังกันให้มาก สรุปแล้วตนคิดว่าปัญหาของทุกประเทศเป็นเรื่องที่น่าวิตกในเรื่องการสื่อสารสมัยใหม่ จึงเกิดเฟคนิวส์ต่าง ๆ ขึ้น เป็นสิ่งที่ต้องระวังว่าเราจะอ่านหรือจะฟังอะไร เราอย่าไปเพิ่งมีข้อยุติเร็วนักว่าเป็นเพราะเหตุนั้นเหตุนี้ ต้องฟังและพิจารณาอย่างเที่ยงธรรมด้วย และความรุนแรงทางวาจาหรือเฮทสปีช จะทำให้เกิดความรุนแรงทางกายภาพทันที

นายอานันท์ ยังตอบคำถามผู้ร่วมสัมมนาเกี่ยวกับประเด็นการร่างรัฐธรรมนูญว่า การเขียนรัฐธรรมนูญต้องเขียนหลักการสำคัญ แต่ของเรามีปัญหาคือเริ่มต้นจากนักกฎหมายก่อน โดยไม่ได้เน้นที่ประชาชน หมกมุ่นอยู่กับแบบฉบับหรือวิธีการเลือกตั้ง เขียนยาวละเอียดมากเกินไป และมีการหมกเม็ดในเรื่องต่าง ๆ มีผลใช้เมื่อมีกฎหมายลูก โดยให้นักการเมืองเขียน ถ้าผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนกฎหมายลูกเองมันจะสอดคล้องกันได้อย่างไร การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือปรับปรุงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เราต้องวางหลักเกณฑ์ว่าควรให้สั้น ไม่ลงรายละเอียดมากเกินไป และต้องดูมาตราที่สร้างปัญหา ที่มีปัญหาแน่นอนคือการแต่งตั้ง 250 ส.ว. และให้อำนาจตั้งนายกฯ อันนี้ต้องออกไปแน่ ๆ เป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการเดินขบวนเป็นสิ่งที่เยาวชนรุ่นใหม่ และเยาวชนรุ่นเก่าอย่างตนอยากที่จะเห็นว่าไม่มีมาตรานี้อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป รวมทั้งมาตรา 112 คุณจะเขียนอย่างไรก็ได้ แต่จะต้องไม่เป็นคดีอาญา คือไม่มีการลงโทษ และเป็นคดีแพ่ง มีค่าปรับเท่านั้น และไม่ใช่ปรับในอัตราที่สูงเกินไป ต้องวางหลักเกณฑ์แน่นอนว่าอยากเห็นอะไร อีกหลายมาตราก็ต้องปรับปรุงกันไป

“อีกเรื่องที่จะเป็นปัญหา ผมไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะพูดว่าจะทำหรือไม่ทำ เด็กยืนยันว่านายกฯ เป็นตัวปัญหา คนรุ่นใหม่มองว่านายกฯ เป็นคนเดียวที่ปลดล็อกได้ จะปลดล็อกด้วยวิธีลาออกหรือไม่ผมไม่รู้ ถ้าไม่ลาออกผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะเป็นสิทธิของท่าน แต่ต้องรู้ว่าเขาเรียกร้องอย่างนั้น ท่านฟังหรือได้ยินหรือไม่ผมก็ไม่รู้ แต่ถ้าเกิดจะเถียงกับเด็กรุ่นใหม่โดยอ้างกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ มันไม่ไปไม่ถึงไหน เพราะเริ่มต้นมันผิดมาตลอดแล้ว มันผิดมา 7 ปีแล้ว คุณอาจจะไม่เห็นด้วย ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยทุกอย่างแต่พยายามเข้าใจสถานะของท่านนายกฯ สถานะของรัฐบาลเหมือนกัน ถ้าไม่เข้าใจซึ่งกันและกันก็ต้องคุยกัน ผมไม่สนใจที่จะเข้าไปร่วมด้วยทั้ง 2 ฝ่าย เพราะเริ่มต้นก็ผิดแล้ว เด็กมันเริ่มต้นมาตั้ง 7 ปีแล้ว ท่านนายกฯ ถามว่า ผมทำอะไรผิด เป็นการพูดคนละภาษา เด็กพูดภาษาดิจิทัล แต่รัฐบาลยังพูดภาษาแอนะล็อก สงครามการต่อสู้ก็คนละสนาม เด็กเล่นสนามนี้ผู้มีอำนาจเล่นอีกสนามหนึ่ง ไม่เคยเจอกันและพูดกันคนละประเด็น ผมเห็นว่าสังคมโลกเขาพูดกันว่า คุณจะมีสันติภาพไม่ได้ถ้าไม่มีความยุติธรรม และคุณจะไม่มีความยุติธรรมถ้าคุณไม่มีความจริงใจระหว่างกัน” นายอานันท์ กล่าว  
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    63%
  • ไม่เห็นด้วย
    37%

บอกต่อ : 225