อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563

ลุ้นระทึก!เกมอำนาจ โหมแรงไฟการเมืองระอุ

ดังนันก็กลายเป็นว่าขณะนี้ทั้งกลุ่มราษฎร และรัฐบาล ต่างก็กำลังเอาหลังพิงฝากลุ่มประชาชนที่เป็นผู้สนับสนุนของตนเองทั้งนั้น และพร้อมเดินตามแนวทางของตนเองด้วยความร้อนแรงที่เพิ่มดีกรีมากยิ่งขึ้น อาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2563 เวลา 09.37 น.

เรียกได้ว่าเป็น “ห้วงเวลาแห่งการลุ้นระทึก” อย่างแท้จริง สำหรับตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่คนไทยต้องเจอกับเหตุการณ์ลุ้นระทึกกันแบบไม่หยุดหย่อน และมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ต่อไปจนไม่รู้ว่าถึงเมื่อไหร่!

เริ่มกันด้วยเหตุการณ์ลุ้นระทึก ในการประชุมรัฐสาภเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง 7 ฉบับ โดยจุดลุ้นระทึกหนีไม่พ้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนที่เสนอโดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) หรือที่ถูกเรียกว่า “ร่างรัฐธรรมนูญไอลอว์” ที่นำทีชี้แจงต่อสภาโดย จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ซึ่งก็ถูกตั้งแง่จาก ส.ว.และ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ว่าจะทำให้เกิดการนิรโทษกรรมคดีทุจริต หรือการแก้หมวด 1 และ 2 ที่ถูกมองว่าเกี่ยวโยงกับสถาบัน รวมไปถึงการตั้งข้อสังเกตว่าได้รับเงินจากแหล่งทุนเดียวกับที่ให้ม็อบฮ่องกง



แต่สุดท้ายในการลงมติ กลับไม่มีอะไรให้ลุ้นระทึก เพราะแทบจะเรียกได้ว่าเป็นไปตามความคาดหมาย โดยประชุมรัฐสภา มีมติรับหลักการร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เปิดทางให้ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทั้งฉบับของพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน รวม 2 ร่างเท่านั้น

ส่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เหลือ ทั้งร่างรัฐธรรมนูญพรรคร่วมฝ่ายค้านแก้มาตรา 270 และ 271 ตัดอำนาจ ส.ว.ในการปฏิรูปประเทศ, ร่างรัฐธรรมนูญพรรคร่วมฝ่ายค้านแก้มาตรา 159 และ 272 ปิดสวิตซ์ ส.ว. ตัดสิทธิเลือกนายกฯ และปิดทางนายกฯ คนนอก, ร่างรัฐธรรมนูญพรรคร่วมฝ่ายค้านแก้มาตรา 279 ยกเลิกบทบัญญัติคุ้มครองประกาศ/คำสั่ง คสช., ร่างรัฐธรรมนูญพรรคร่วมฝ่ายค้านแก้ระบบเลือกตั้ง และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์ ไม่ได้ไปต่อ เพราะที่ประชุมรัฐสภามีมติไม่รับหลักการ เนื่องจากคะแนนไม่ถึงกึ่งนึง และได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. ไม่ถึง 1 ใน 3

โดยกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังจากนี้ จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาหนึ่งชุด จำนวน 45 คนขึ้นมาพิจารณา แปรญัตติ ภายในเวลา 15 วัน โดยมีการวางแนวทางให้ใช้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นหลักในการพิจารณา โดยนัดประชุมคณะกรรมาธิการนัดแรก ในวันที่ 24 พ.ย.นี้ หลังจากนั้นจะจะไปสู่ขั้นตอนการพิจารณาในวาระที่ 2 และวาระ 3 ต่อไป

ซึ่งงานนี้ก็จะต้องรอลุ้นกันต่อไปว่าในชั้นการแปรญัตติจะมีการพิจารณาอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องที่มาของ ส.ส.ร. ซึ่งเป็นจุดที่แตกต่างกันของร่างของพรรคร่วมฝ่ายค้านและร่างของพรรคฝ่ายรัฐบาลนั้น จะได้ข้อสรุปอย่างไร



ส่วนอีกเหตุการณ์ลุ้นระทึกก็คือการชุมนุมทางการเมือง ที่สืบเนื่องมาจากการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภา ที่ทำให้เกิดการชุมนุมของคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ทั้งกลุ่มคนเสื้อเหลือง และกลุ่มราษฎร ที่ต่างนัดชุมนุมในบริเวณใกล้อาคารรัฐสภา เพื่อแสดงจุดยืนต่อเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งสุดท้ายก็ทำให้เกิดภาพที่คนไทยไม่อยากเห็น

ทั้งการปะทะกันของผู้ชุมนุมทั้ง 2 กลุ่มจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายสิบราย การใช้ยุทธวิธีรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นไปตามหลักสากลหรือไม่ รวมทั้งภาพการทำลายทรัพย์สินในพื้นที่ชุมนุม



แต่เหตุการณ์ที่ต้องลุ้นระทึกมากกว่าสถานการณ์การชุมนุม กลับเป็นท่าทีของรัฐบาล โดยเฉพาะ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ที่ก่อนหน้านี้พยายามลอยตัวเรื่องการรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยโยนให้เป็นความรับผิดชอบของตำรวจ แต่หลังจากนั้นกลับมีท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้น โดยมีการออกแถลงการณ์ เพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติ โดยจะบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตราที่มีอยู่ ดําเนินการต่อผู้ชุมนุมที่กระทําความผิด ฝ่าฝืนกฎหมาย

จากท่าทีดังกล่าวก็ทำให้ถูกมองว่า “รัฐบาลบิ๊กตู่” กำลังประกาศ “เดินหน้าชน” กับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งไม่ต่างกับการโหมแรงไฟเข้าใส่กัน งานนี้จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากจะบอกว่าประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่ “ระเบิดเวลาทางการเมือง” ก็คงไม่ผิดเท่าใดนัก

ซึ่งดูจากบริบทความเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่าย ต่างฝ่ายต่างก็พร้อม “เร่งเครื่อง” เข้าใส่อีกฝ่ายอย่างเต็มที่ เพราะต่างฝ่ายต่างคิดว่าแนวทางของตนถูกต้องและต่างก็มีต้นทุนหนุนหลังคือประชาชน



ทั้งกลุ่มราษฎร ที่ถือเอาพลังของกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษา เป็นต้นทุนในการต่อสู้มาตั้งแต่ต้น เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เรียกระดมพล ก็จะเกิดม็อบเยาวชน นักเรียน นักศึกษาแบบเบิ้มๆ ออกมาแสดงพลังกันเต็มถนน จนสามารถเขย่าขวัญรัฐบาลได้ทุกครั้ง พร้อมกับแนวทางการต่อสู้ที่ยังคงยืนยันไม่ยอมลดระดับเพดานข้อเรียกร้องโดยเฉพาะข้อเรียกร้องเรื่องสถาบัน

ขณะที่ “รัฐบาลบิ๊กตู่” ตอนนี้ก็เริ่มมีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น มีเสียงเชียร์ตีตื้นกระแสม็อบขึ้นมาได้บ้าง จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุด “โครงการคนละครึ่ง” ที่สามารถดึงคะแนนนิยมจากประชาชนกลุ่มคนรากหญ้า ให้กลับมาสนับสนุนรัฐบาลได้อีกครั้ง ด้วยการตอกย้ำความจริงที่ว่าการแก้ปัญหาปากท้องเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้

และอีกทางหนึ่งก็กำลังพยายามทำให้คนในสังคมได้เห็นว่า กลุ่มราษฎรไม่ได้ต้องการแค่เป้าหมายเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังมีเป้าอื่นที่ต้องการจะรุกคืบต่อไป ดังนั้นรัฐบาลจึงเลือกที่จะเล่นบทถอย ในการยอมเปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อนำไปสู่การตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมทั้งยอมปิดสวิตช์ ส.ว.เพื่อให้สังคมเข้าใจว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมหยุด เพื่อเรียกคะแนนสงสารจากประชาชนสร้างความชอบธรรม



ดังนันก็กลายเป็นว่าขณะนี้ทั้งกลุ่มราษฎร และรัฐบาล ต่างก็กำลังเอาหลังพิงฝากลุ่มประชาชนที่เป็นผู้สนับสนุนของตนเองทั้งนั้น และพร้อมเดินตามแนวทางของตนเองด้วยความร้อนแรงที่เพิ่มดีกรีมากยิ่งขึ้น

แต่เมื่อความร้องแรงของทั้งสองฝ่ายมาปะทะกัน คนที่จะต้องรับผลกระทบไปเต็มๆ ก็คือประชาชน เพราะถึงแม้จะเริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ของ “วิกฤติโควิด” จากข่าววัคซีน หรือเริ่มยิ้มออกจากสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่กำลังจะฟื้นตัว เริ่มมีสัญญาณเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่กลับต้องมาเจอกับ “วิกฤติการเมือง” ที่อาจจะดึงทุกสิ่งทุกอย่างกลับไปอยู่ในขั้นวิกฤติอีกครั้ง

ถึงจุดนี้ทางออกที่ดีที่สุด นอกจากการแก้รัฐธรรมนูญที่จริงใจแล้ว อีกทางเลือกที่น่าสนใจก็คือเวทีพูดคุยในกระบวนการของคณะกรรมการสมานฉันท์



ถึงแม้จะถูกสบประมาทตั้งแต่ต้นว่าไม่สามารถจะเป็นที่พึ่งในการหาทางออกจากสถานการณ์เช่นนี้ได้ หรือถูกตั้งแง่ว่าอาจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการบีบรัฐบาล แต่เมื่อสถานการณ์ร้อนระอุจนมาถึงจุดนี้แล้ว แม้แนวทางของคณะกรรมการสมานฉันท์ อาจจะเป็นที่พึ่งในการหาทางออกไม่ได้ แต่ก็ยังดีกว่าการไม่ลองหาทางออกเลย

สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุด คือความจริงใจจากทุกฝ่าย ทั้งความจริงใจในการแก้รัฐธรรมนูญ ความจริงใจที่จะทำให้การเมืองดีขึ้น ความจริงใจที่จะทำเพื่อประชาชน และความจริงใจที่จะหาทางออกให้ประเทศ ซึ่งอาจจะกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” ของระเบิดเวลาทางการเมือง กลายเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของวิกฤติทางการเมืองแทนก็เป็นได้.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    14%
  • ไม่เห็นด้วย
    86%

บอกต่อ : 3