อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564

บิ๊กตู่สั่งเร่งทำแผนฉีดวัคซีน ต้องรวดเร็ว-ปลอดภัย-ทั่วถึง

"อนุทิน"เผยนายกฯ สั่งสธ.เร่งทำแผนฉีดวัคซีน"โควิด"ต้องรวดเร็ว-โปร่งใส-ปลอดภัย-ทั่วถึง ยันไร้อิทธิพลการเมืองเข้าแทรก "หมอโสภณ"แจงกลุ่มเป้าหมายการฉีด ผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยเรื้อรัง ไม่แนะนำคนตั้งท้องรับวัคซีน ศุกร์ที่ 15 มกราคม 2564 เวลา 18.25 น.


เมื่อวันที่ 15 ม.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (สวช.) และนพ.โสภณ เมฆธน กรรมการผู้ช่วย รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการอำนวยการให้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรายงานความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมจัดการวัคซีนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งใช้เวลาการหารือนาน 1 ชั่วโมง

จากนั้น นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเข้าพบว่า เป็นการพา นพ.โสภณ มารับนโยบายจากนายกรัฐมนตรีในเรื่องวัคซีนโควิด-19 ซึ่งท่านกำชับว่าต้องเร่งารจัดหาวัคซีนมาโดยเร็วที่สุด และการบริหารจัดการทุกอย่างต้องมีความโปร่งใส เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และเน้นเรื่องความปลอดภัย  สำหรับวัคซีนที่อยู่ในมือเราแน่นอนแล้ว คือวัคซีนที่เราสั่งซื้อจากบริษัท แอสตราเซเนกา (AstraZeneca) จำนวน 26 ล้านโด๊ส ซึ่งจะถูกส่งลอตแรกมาถึงประเทศไทยในเดือน มิ.ย.นี้  ขณะเดียวกัน เราได้เจรจาซื้อวัคซีนจากบริษัท ซิโนแวค (Sinovac) ด้วย ซึ่งบริษัทดังกล่าวกำลังรอผลการขึ้นทะเบียนในประเทศจีน แล้วจะต้องผ่านการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อน

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า  ตนขอย้ำว่ารัฐบาลไทยจะฉีดวัคซีนนี้ให้คนไทยทุกคนอย่างทั่วถึงตามนโยบายของนายกฯ ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำ โดยเรามีการตั้งคณะกรรมการซึ่งมาจากคณะแพทย์และนักวิชาการ เข้ามาดำเนินการตรงนี้ เพื่ออธิบายให้ประชาชนเข้าใจและมั่นใจได้ว่าการบริหารจัดการกระจายวัคซีนดังกล่าวจะไม่มีอิทธิพลทางการเมืองหรือแรงกดดันทางการเมืองใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ที่สำคัญ การที่รัฐบาลไม่ขัดข้องในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งต้องการจัดงบประมาณสำหรับซื้อวัคซีนนี้เพื่อไปจัดฉีดให้ประชาชนด้วย ก็ไม่ใช่เป็นการผลักภาระให้กับท้องถิ่น  สำหรับแผนฉีดวัคซีนดังกล่าวได้กำหนดว่าในช่วงแรกให้เริ่มที่กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ก่อน รวมถึงต้องฉีดในสถานพยาบาลเท่านั้น เพราะต้องเฝ้าระวังและสังเกตการณ์หลังการฉีด เมื่อตัวเลขนิ่งสถานการณ์ดีก็สามารถเร่งทยอยฉีดได้ ทั้งนี้ต้องอยู่ในห้วงเวลา 1 ปีนี้ที่จะฉีดให้หมด และครั้งนี้ถือเป็นการฉีดวัคซีนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยตั้งแต่เคยมีมา ก็จะต้องมีการวางแผนให้ดี

ด้าน นพ.โสภณ กล่าวว่า  วันนี้ได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา 4 ชุด ซึ่งมีชุดที่ทำเรื่องการสื่อสารด้วย และคุณภาพวัคซีน การลงแอพพลิเคชั่น การลงทะเบียนติดตามการรักษาหลังการฉีด เข้าใจว่าเรื่องการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ  สำหรับกลุ่มคนที่ยังไม่ควรรับวัคซีนนั้น หากดูประสิทธิภาพของวัคซีนจะเป็นเรื่องของการป้องกันการป่วย ป้องกันความรุนแรง ทางวิชาการมาแบบนี้เราก็ต้องวางเป้าหมายการฉีด คือคนที่เสี่ยงในการเสียชีวิตหรือป่วยรุนแรง ดังนั้นกลุ่มที่ 1 คือผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน หรือโรคทางปอด ส่วนคนท้องยังไม่แนะนำให้รับวัคซีน รวมถึงเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี หรือ 18 ปี ด้วย ซึ่งกลุ่มนี้มีประมาณ 10 กว่าล้านคน ต่อมาถ้าระบบสาธารณสุขเดินหน้าได้ก็ต้องฉีดให้บุคลากรไปจนถึงอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) คนทำงานหน้างาน จากนั้นไปดูในพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่สีแดงที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด จ.ระยอง ชลบุรี ตราด และต้องดูตามจำนวนวัคซีนที่ได้เข้ามาด้วยในการบริหารจัดการ

“นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทำแผนออกมาให้ชัดเจน และให้มั่นใจไปจนถึงเรื่องเข็ม ไซรินจ์ ตู้เย็น ต้องเตรียมความพร้อมให้หมด ซึ่งจะต้องมีการจัดทำแผนที่ชัดเจนเสนอให้นายกฯได้เห็น” นพ.โสภณ กล่าว

เมื่อถามว่าเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีนที่จะเข้ามาในไทยลอตแรก มีการนำมาเปรียบเทียบกับวัคซีนที่จะเข้ามาปลายปีมีความแตกต่างกัน จะอธิบายสังคมอย่างไรไม่ให้เกิดความลังเลในการรับวัคซีน นพ.โสภณ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ออกมา แต่ข้อมูลวันนี้คนยังไม่รู้ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ เราจึงต้องรอข้อมูลที่ชัดเจน แต่ข้อมูลที่มีอยู่คือลดความสูญเสียความรุนแรง อย่างไรก็ตาม วัคซีนที่จะเข้ามาลอตแรกขณะนี้เราได้จัดทำแผนไว้แล้ว เมื่อเข้ามาก็ต้องรอการขึ้นทะเบียน ยืนยันว่าวัคซีนที่เข้ามาจะต้องมีคุณภาพและ อย.ต้องรับรอง  เมื่อถามต่อว่าวัคซีนลอตแรกที่เข้ามา นายกฯ และรัฐมนตรีจะอยู่ในกลุ่มแรกที่ต้องฉีด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นก่อนหรือไม่ นพ.โสภณ กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิที่ควรได้ฉีดตามกลุ่มเป้าหมาย แต่คนไทยคนไหนจะฉีดหรือไม่ฉีดขึ้นอยู่กับความสมัครใจ ต้องช่างน้ำหนักเอาเอง ตนจะไปบอกแทนไม่ได้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการแชร์ข้อมูลที่อ้างว่าใครฉีดหรือทำศัลยกรรมบนหน้า อาทิ ฉีดโบท็อกซ์ จะมีผลข้างเคียงในการรับวัคซีนป้องกันโควิด-19 นพ.โสภณ กล่าวว่า ไม่น่าใช่เรื่องจริง ต้องมีการตรวจสอบ เพราะขณะนี้เป็นเพียงการแชร์ข้อมูลทางโซเซียลเท่านั้น เพราะวัคซีนแต่ละตัวมีข้อบ่งชี้ ข้อห้ามแตกต่างกัน

นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า  สำหรับโรงพยาบาลเอกชนนั้น รัฐบาลอาจขอความร่วมมือในการช่วยฉีดวัคซีน เพราะนายกฯ ต้องการให้คนไทยทุกคนมีสิทธิได้ฉีด ดังนั้นต้องช่วยกัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับคนไทยว่าใครจะฉีดไม่ฉีด และเรียงลำดับความสำคัญ วัคซีนทยอยเข้ามา ไม่ได้เข้ามาทีเดียว 70-80 ล้านโด๊ส ดังนั้นต้องมีการบริหารจัดการ แต่ระยะแรกคงไปโมบายไม่ได้ ต้องระมัดระวังถ้าฉีดแล้วมีผลข้างเคียงจะเสียหายมาก ระยะแรกต้องใช้โรงพยาบาลใหญ่ 700-800 แห่ง ถ้ามั่นใจก็ไประดับตำบล และถ้ามั่นใจก็ออกเคลื่อนที่ สรุปแล้วการวางแผนจะเร่งฉีดให้เร็วที่สุด ขอให้ใจเย็นๆ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้วัคซีนจะมาตอนไหน

เมื่อถามว่า หากภาคเอกชนนำเข้าวัคซีนมาแล้วผ่านตรวจสอบคุณภาพจาก อย.ไทยเรียบร้อย เขาสามารถกำหนดราคาวัคซีนเองได้ใช่หรือไม่ หรือทางกระทรวงสาธารณสุขจะมีการควบคุมราคาวัคซีน นพ.โสภณ กล่าวว่า ต้องรอทาง อย.จะว่าอย่างไร แต่ถ้าเราให้ฟรีทุกคนแล้ว หากมาช้า แล้วมีเอกชนสั่งเข้ามา ใครคิดจะฉีดก่อนมันก็แล้วแต่ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับวัคซีนว่ามีหรือเปล่า และเอกชนจะหามาได้หรือเปล่าด้วย ส่วนเรื่องต้นทุนที่มองว่ารัฐบาลซื้อมาในราคาแพงนั้น เราสามารถชี้แจงได้อยู่แล้ว ต้องดูที่ชนิดวัคซีน ปริมาณการสั่งซื้อ เวลาสั่งซื้อด้วย อย่าดูปัจจัยที่ราคาอย่างเดียว แต่ช่วงนี้ตลาดเป็นของคนขาย แต่เราก็ทำด้วยความโปร่งใส ข้อมูลเหล่านี้สามารถตรวจสอบและถามได้ไม่มีปัญหา
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น