อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564

'อนุทิน'จี้'กทม.'เร่งดำเนินคดี ปาร์ตี้'ดีเจชื่อดัง'ปิดข้อมูล

"อนุทิน" จี้ "กทม." เร่งดำเนินคดี ปาร์ตี้วันเกิด ฝ่าฝืนกฎหมาย ซ้ำปกปิดข้อมูลการติดเชื้อโควิด-19 หวังเป็นเยี่ยงอย่าง คร.ร่อนหนังสือถึง กทม. จี้ซ้ำ ปกปิดข้อมูล ชี้ทำการสอบสวนโรคล่าช้า พฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2564 เวลา 12.20 น.

เมื่อวันที่ 28 ม.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข กล่าวในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ถึงกรณีผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากงานเลี้ยงวันเกิดดีเจชื่อดังมีการปกปิดข้อมูลไทม์ไลน์ ว่า การปกปิดข้อมูลนั้นถือว่าเข้าข่ายให้การเท็จ ผิดกฎหมายอาญาทั่วไปอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้อยากให้เชื่อใจบุคลากรการแพทย์ที่ทำหน้าที่สอบสวนโรคนั้น ไม่เอาข้อมูลไปเปิดเผย ไม่สนใจเรื่องส่วนตัว สิ่งที่สนใจมีเพียงการสอบสวนข้อมูลเพื่อดูว่าท่านถ่ายทอดความเสี่ยงต่อให้ใครบ้าง จะได้ตามไปควบคุมโรค แก้ไข รักษา อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา ตนได้กำชับอธิบดีกรมควบคุมโรคให้ส่งหนังสือถึง กทม.ให้เร่งดำเนินคดีเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ไม่อย่างนั้นจะเป็นปัญหาอยู่ร่ำไป
 
นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีเส้นสาย ไม่มีใครใหญ่กว่ากฎหมาย ส่วนเรื่องข้อหานั้นตาม พ.ร.บ.สถานการณ์ฉุกเฉิน กำหนดตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. ชัดเจนว่าใน กทม.ร้านอาหารเปิดได้ถึง 3 ทุ่ม และห้ามมีบริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลยทั้งห้ามขายหรือหิ้วเข้ามาดื่ม ทั้งนี้ การปาร์ตี้ที่บ้านไม่ผิด แต่ถ้าไปจัดที่ดาดฟ้าโรงแรมบันยันทรี ซึ่งตนก็เคยไปและเห็นว่ามีลักษณะเป็นผับ ว่ากันจริงๆ ก็เปิดไม่ได้ด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับโรงแรมเรเนซองส์ก็เป็นไปตามกฎหมาย ต้องไปสอบสวนโรค ที่บอกว่าเลิก 3 ทุ่มก็ต้องดูตรงนี้ ถ้าบอกว่าเป็นห้องส่วนตัวก็ต้องไปดู ถ้าห้องส่วนตัวก็ต้องห้ามมีบริการ ถ้าซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีการวางบิลชัดเจนก็จบ ดูว่ามีดนตรีหรือไม่ ทั้งนี้ ถ้าซื้อมาจากข้างนอกแล้วกินกันเฉพาะในครอบครัวก็จบ   
 
เมื่อถามว่าการเอาผิดครอบคลุมถึงใครบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อเป็นกระแสอย่างนี้แล้ว เจ้าหน้าที่ต้องดูหมด คำว่าห้ามก็หมายความว่าห้ามกระทำการนั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของงาน ผู้ร่วมงาน เจ้าของโรงแรม ผู้จัดการโรงแรม ผู้จัดการ ร้านอาหาร ถ้าว่าแล้วเข้าข้อกฎหมายหมดทั้ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถ้าไม่ทำเราก็ผิดมาตรา 157



ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เชื่อมโยงกับงานฉลองวันเกิดของดีเจดัง ซึ่งมีบางรายปกปิดข้อมูลในไทม์ไลน์นั้น กรมควบคุมโรคได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร เรื่อง ขอให้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย ลงวันที่ 27 ม.ค. 2564 เนื่องจากพบว่ามีบุคคลอื่นซึ่งมีประวัติใกล้ชิดกับดีเจดังติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นอีก โดยจากข้อมูลการเดินทางของบุคคลดังกล่าวและบุคคลที่เกี่ยวข้องมีการให้ข้อมูลบางประการที่ไม่สอดคล้องกัน รวมถึงมีการปฏิเสธหรือปกปิดข้อมูลบางส่วนต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจทำให้โรคโควิด-19 แพร่ระบาดไปในวงกว้างและทำให้การป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 ล่าช้าและไม่ทันการได้
 
จากกรณีดังกล่าว กรมควบคุมโรค ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าอาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ดังนี้  1. กรณีที่บุคคลให้ข้อมูลไม่สอดคล้องกัน หรือมีการปฏิเสธหรือปกปิดข้อมูลซึ่งควรต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ อาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐานขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ตามมาตรา 55 แห่ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท รวมถึงอาจมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ตามมาตรา 137 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  
และ 2.กรณีสถานที่ซึ่งใช้จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนการห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคและไม่จัดให้มีมาตรการป้องกันโรคตามที่ราชการกำหนด รวมถึงกรณีบุคคลที่ร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ดังกล่าว อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนการห้ามทำกิจกรรมหรือมั่วสุมกันในสถานที่แออัด ซึ่งเป็นมาตรการตามข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ทั้งนี้ กรุงเทพฯ ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดตามคำสั่ง ศบค. ที่ 1/2564 ลงวันที่ 3 ม.ค. พ.ศ. 2564 โดยพื้นที่ควบคุมสูงสุดจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันและควบคุมมิให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  
 
นพ.โอภาส กล่าวว่า ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงนี้ ขอความร่วมมือประชาชนทุกคนอย่าปกปิดข้อมูลหรือให้ข้อมูลล่าช้า เพราะจะส่งผลให้การควบคุมโรคทำได้ช้า ไม่ทันการณ์ และเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อไปยังบุคคลอื่นเพิ่มได้อีก และขอให้ทุกคนเคร่งครัดมาตรการป้องกันตนเอง โดยสวมหน้ากาก 100% เว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ เช็กชื่อด้วย “ไทยชนะ” และดาวน์โหลด “หมอชนะ” เพื่อช่วยให้การสอบสวนควบคุมโรคและติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น