อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

​​​​​​​หยุด!เป็นรัฐบาลที่สร้างความกลัว ต้องสร้างความรู้ให้ประชาชน

เราอยู่กับผู้นำประเทศแบบไหนกันแน่? ถ้าพลเอกประยุทธ์จะทำอะไรไม่เป็นอย่างน้อยก็ควรมีสำนึกบ้าง ออกมายอมรับแบบแมนๆ หรือไม่ก็แสดงความผิดชอบซึ่งง่ายนิดเดียว แค่ลาออกไปซะ ก่อนจะพาชาติพังพินาศไปมากกว่านี้ อังคารที่ 13 เมษายน 2564 เวลา 13.25 น.


หยุด! เป็นรัฐบาลที่สร้างความกลัว ต้อง! สร้างความรู้ให้กับประชาชน
ผ่านมาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วตั้งแต่เกิดคลัสเตอร์ทองหล่อ จนมาถึงวันนี้หญิงยังไม่เห็นหนทางว่ารัฐบาลจะรับมือกับการระบาดครั้งนี้ได้อย่างไร นอกจากทำได้เพียงไล่จับคนตัวเล็กตัวน้อยเข้าคุก ตั้งกรรมการสอบ หรือไล่ย้ายผู้กำกับ สน.ทองหล่อ หลังจากถูกสังคมตั้งคำถามและเปิดข้อมูลส่วนตัว ยิ่งตอกย้ำแนวคิดที่ว่ารัฐบาลชุดนี้ขับเคลื่อนประเทศด้วยการด่า

ทั้งที่จริงแล้ว “แก่น” ของเรื่องนี้ คือ ความพร้อมของรัฐบาลในการรับมือการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษ (B117) ที่รุนแรงกว่าครั้งที่ผ่าน ๆ มา

โควิดรอบนี้ “แรงและเร็ว”
ตัวเลขการรายงานผู้ติดเชื้อรายวันในตอนนี้พุ่งสูงขึ้นหลักร้อย แตกต่างจากรอบก่อน ๆ ที่บางวัน ผู้ติดเชื้อหลักหน่วย มากหน่อยก็เพียงหลักสิบคน ซึ่งล้วนมีต้นตอมาจากเชื้อที่แพร่กระจายจากสถานบันเทิงทั้งสิ้น

ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่า โควิด-19 รอบนี้เป็นสายพันธุ์อังกฤษ ซึ่งแพร่กระจายได้เร็วมากกว่าสายพันธุ์เดิม 1.7 เท่า ติดเชื้อได้ง่ายขึ้นกว่าสายพันธุ์อื่น 70% ถ้าเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ (ตามข้อมูลทางการแพทย์)
* ในหนึ่งอาทิตย์ ติดได้มากกว่าตัวเดิม 3 เท่าตัว
* ในหนึ่งเดือน ติดได้มากกว่าตัวเดิม 80 เท่า


เรามีทั้ง ศบค.ชุดเล็ก ชุดใหญ่ เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก แต่ผลงานในเบื้องหน้ากลับทำได้เพียงทำงานเชิงรับ รายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อ แนะนำให้ประชาชนตั้งการ์ดสูง และหาโรงพยาบาลสนาม แต่ในแง่ของการควบคุมและป้องกันการระบาดก่อนที่จะติดเชื้อ ศบค.ในฐานะด่านหน้าของรัฐบาล กลับไม่ให้ความสำคัญในการให้ความรู้ประชาชน เพื่อชี้ให้เห็นถึงอัตราการแพร่เชื้อที่รวดเร็วแตกต่างไปจากเดิม


ผศ.ดร.อรุณี กาสยานนท์ (ดร.หญิง)

หญิงว่าความรู้ที่ถูกต้องจะป้องกันการตื่นตระหนกได้ ไม่ใช่เอาแต่ทิ้งระเบิดใส่หน้าประชาชนด้วยคำพูดที่ว่า ‘อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด’ หรือ ‘ถ้าใครเก่งนักก็ลองมาเป็นรัฐมนตรีดู’ อ่านแล้วบั่นทอนเหลือเกิน

รัฐบาลต้องให้ความรู้ มากกว่าสร้างความกลัว
การระบาดครั้งนี้มีข้อมูลใหม่ๆ จากวารสารทางการแพทย์จำนวนมากที่เผยแพร่เป็นการเปิดเผยทั่วไป ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สำคัญมาก และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ควรต้องเผยแพร่ไปสู่ประชาชน มีอะไรบ้าง หญิงสรุปให้ฟังคร่าวๆ ดังนี้ค่ะ

1. โอกาสในการติดเชื้อโควิด-19 จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด โดยไม่มีการป้องกัน เช่น ไม่ใส่หน้ากากอนามัย
การอยู่ในสถานที่เดียวกัน ช่วงเวลาเดียวกัน แต่ไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ‘ไม่ทำให้ติดโควิด’ ดังนั้นประชาชนที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงใกล้ชิด สามารถเฝ้าระวังตนเองได้ที่บ้าน ด้วยการสังเกตอาการเบื้องต้น 14 วัน เพื่อลดความแออัดในการตรวจคัดกรองตามสถานพยาบาล
2. การระบาดรอบนี้ มักจะตรวจไม่พบเชื้อในครั้งแรก
วารสารทางการแพทย์ยืนยันแล้วว่า อัตราการตรวจพบเชื้อจะมีต่ำใน 1-4 วันแรกหลังรับเชื้อ (ง่ายๆ คือ ตรวจไม่ค่อยเจอใน 1-4 วันแรก) ดังนั้น รัฐบาลควรให้ความรู้กับกลุ่มเสี่ยงว่า ยังมีโอกาสเป็นพาหะและควรเฝ้าระวังตนเอง ซึ่งการตรวจเชื้อที่แม่นยำที่สุดในทางการแพทย์ (rt-pcr) คือในวันที่ 8 หลังการรับเชื้อ

โดยปกติแล้ว หากได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย วันที่ 3 สามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ วันที่ 5 เริ่มแสดงอาการ
สำหรับบางคนที่ตรวจไม่พบเชื้อ เพราะอยู่ในระยะแรกและคิดว่าตนเองปลอดภัยจึงใช้ชีวิตตามปกติ กลับกลายเป็นพาหะแพร่เชื้ออย่างไม่ตั้งใจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ คนในวงการบันเทิงหลายคนตรวจไม่พบเชื้อในครั้งแรก แต่มาพบเชื้อภายหลังจากการแสดงอาการ และเข้ารับการตรวจครั้งที่ 2 หรือ 3 จึงพบว่าติดเชื้อโควิด-19 แล้ว สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานของความไม่รู้ข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องบอกประชาชน

รัฐบาลต้อง ‘เปิด’ ทุกอย่าง
นอกจากจะต้องให้ความรู้ว่าการระบาดครั้งนี้เร็วและแรงอย่างไร และต้องปฎิบัติตัวแบบไหนแล้ว รัฐบาลต้องเปิดข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งในมุมของผู้ป่วย และในมุมของคนที่ไม่ป่วยด้วย เช่น

1.ต้องแจกแจงถึงการเตรียมความพร้อมในการรองรับผู้ป่วย
ถ้าตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลสามารถรองรับผู้ป่วยที่มีอาการสาหัสได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องช่วยเหลือกันเองด้วยการสรุปรวมว่าโรงพยาบาลใดเหลือเตียงรองรับผู้ป่วยหนักได้เท่าไหร่ ขณะที่จำนวนเตียงสนามมีเพียงพอสำหรับการรองรับผู้ติดเชื้อที่อาการไม่รุนแรงหรือไม่ หน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ วัคซีน เพียงพอหรือไม่
2.สร้างความยุติธรรมให้คนที่ยังไม่ป่วยด้วยการแจกแจงงบประมาณที่ใช้ในการดูแล รักษาและเยียวยา

กระทรวงการคลัง อยู่ใน ศบค.ชุดเล็ก รู้เห็นและเป็นผู้ดูแลจัดสรรงบประมาณในการจัดการกับโควิด-19 ควรจะออกมาแจกแจงว่า วงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทนั้น ตอนนี้เหลือเท่าไหร่ ใช้จ่ายไปกับอะไร งบประมาณไปถึงส่วนงานไหนบ้าง
จากข้อมูลเดิมที่ผ่านมา งบ 1 ล้านล้านบาทนั้น แบ่งการใช้จ่ายออกเป็น 3 ก้อน โดยใน 1 ก้อนนั้นคือ งบประมาณด้านการสาธารณสุข วงเงิน 45,000
ตอนนี้อนุมัติให้ใช้งบฯได้ 20,000 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริงเพียง 5,000 ล้านบาทเท่านั้น ที่ค้างท่ออีก 15,000 ล้านบาท กั๊กไว้ทำไม เหตุใดจึงไม่รีบเบิกจ่ายมาเพื่อจัดซื้อน้ำยาตรวจเชื้อให้เพียงพอ จัดซื้อชุดตรวจ rapit test ที่ได้มาตรฐาน หรือสร้างโรงพยาบาลสนามเพิ่ม?

นอกจากวงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทแล้วยังเหลืองบกลาง (หรือที่เรียกกันว่างบฉุกเฉิน) ที่ยังเหลืออยู่อีก 1.4 แสนล้านบาท เหตุใดจึงไม่นำงบส่วนนี้มาใช้ และตอนนี้งบกลางใช้ไปกับอะไรบ้าง
หลายคนขนานนามว่างบส่วนนี้คือการ ‘ตีเช็คเปล่า’ ให้พลเอกประยุทธ์ เอาไว้ใช้โดยที่ไม่ต้องผ่านการพิจารณาของหน่วยงานด้านการเงิน … แต่ทำไมยังไม่ดึงมาใช้ในยามนี้ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินจริงๆ? พวกท่านเก็บงำงบกลางไว้ใช้ในเรื่องใดกันแน่

วัคซีนทางเลือก แนวคิดที่ถูกสังคมบีบคั้น
ก่อนหน้านี้ถ้าใครติดตามข่าว หลายฝ่าย รวมทั้งตัวหญิงเองออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิด 'วัคซีนเสรี’ เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้รับวัคซีนเร็วและทั่วถึงที่สุด กลายเป็นว่าเมื่อสำนักข่าวหลายสำนักเปิดข้อมูลมาว่าประเทศไทยนั้นแทงม้าไม่เกิน 2 ตัว ทำให้ได้ฉีควัคซีน “ทั้งช้า ทั้งน้อย” และหลายประเทศก็เปิดให้เอกชนนำเข้าวัคซีนมาได้โดยไม่กลัววัคซีนปลอม

การถูกบีบคั้นจากข้อเท็จจริงต่างๆ เหล่านี้ทำให้รัฐบาลยอมจำนนในหลักฐาน เปิดให้เอกชนการจัดหาวัคซีนทางเลือก 10 ล้านโดส เพราะทนพิษบาดแผลแห่งความจริงไม่ได้ เราอยู่กับผู้นำประเทศแบบไหนกันแน่? ถ้าพลเอกประยุทธ์จะทำอะไรไม่เป็นอย่างน้อยก็ควรมีสำนึกบ้าง ออกมายอมรับแบบแมนๆ หรือไม่ก็แสดงความผิดชอบซึ่งง่ายนิดเดียว แค่ลาออกไปซะ ก่อนจะพาชาติพังพินาศไปมากกว่านี้

--------------------------------
ผศ.ดร.อรุณี กาสยานนท์
โฆษกพรรคเพื่อไทย
13 เมษายน 2564


ที่มา : การแพร่ระบาดโควิด-19 (B117)  https://english.elpais.com/.../a-room-a-bar-and-a-class...
รายงานการใช้งบกลาง ในรายงานภาวะเศรษฐกิจ ไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)
 

ความคิดเห็น