อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

โควิดพ่นพิษเศรษฐกิจร้อน จุดป่วนวิบากกรรมอันตราย

โจทย์ร้อนรอวันปะทุ หากผู้นำยังเชื่องช้า ใช้การโปรยเงินไสตล์ "ประยุทธ์ นิยม" เรียกคะแนนศรัทธาเพียงอย่างเดียว สถานีต่อไปคือวิบากกรรมอันตราย! อาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2564 เวลา 07.00 น.


กลายเป็นสงกรานต์สยอง ซ้ำเป็นปีที่สอง กับวิกฤตเชื้อโควิดนรกอาละวาดลามไปทั้งแผ่นดิน ทำเอาคนไทยต้องนั่งกุมขมับ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ปวดตับไปกับตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่พุ่งพรวดพลาดแบบหยุดไม่อยู่ ทุบสถิติผู้ป่วยโควิดเกินพันรายต่อวันโดยมี 9 จังหวัดตัวท็อปฮิตติดเชื้อรุนแรง งานนี้ต้องปรบมือและให้กำลังใจนักรบเสื้อขาว ทีมบุคคลากรทางการแพทย์ที่ยืนหยัดต่อสู้เชื้อมรณะอย่างกล้าหาญและอดทน
 

ขณะที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศบค. กลับถูกวิจารณ์ขรมว่า ขยับตัวช้า ใช้เวลาดีดลูกคิด จับยามสามตาลากเกมยาวเกินไป ทำสถานการณ์ล่วงเลย กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ กว่าจะตัดสินใจสั่งด่วนให้ทุกหน่วยงานเวิร์คฟอร์มโฮมแบบเต็มรูปแบบ ทุกอย่างก็สายเกินไป สถานการณ์ในขณะนี้คำสั่งด่วนดูจะไร้ความหมาย แม้จะมีผลในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ ที่พอจะสกัดคนไม่ให้เข้ามารวมตัวในจังหวัดเสี่ยง แต่ก็ยังเข้าตำรา เชื่องช้าอยู่ดี มาคราวนี้ไฟท์บังคับ ด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งบีบให้เข้าตาจน “บิ๊กตู่” ต้องสั่งคุมเข้ม ตีกรอบสกัดเชื้อนรก หลังกรมควบคุมโรคออกมากางไทม์ไลน์ ปลุกคนไทย ถ้ายังมัวแต่ใช้ชีวิตปกติ ตัวเลขผู้ติดเชื้ออาจพุ่งถึงวันละ 2 หมื่นราย แต่ถ้างดปาร์ตี้ ลดเอ็นเตอร์เทน ยอดอาจเหลือวันละ 300 กว่าราย

 

เรียกได้ว่าชงมาตรการเข้ม หลังจากสถานการณ์บังคับ ถูกวิจารณ์ยับว่ารัฐบาลเน้นเกมรับจนรุกไม่เป็น วิบากกรรมเลยต้องตกอยู่กับคนไทยทั้งประเทศที่ต้องยกการ์ดสูงสู้เอาตัวรอดจากสงครามเชื้อไวรัสมรณะด้วยตัวเอง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลเคยได้แต้มจากการพิชิตเชื้อไวรัสโควิด-19 จนเป็นที่ยกย่องไปทั่วโลก แต่หลังจากนั้นหลายอย่างดูจะกระท่อนกระแท่น จนหลายคนต้องลุ้นเอาใจช่วย
 
กางโจทย์ร้อนรุมเร้ารัฐบาลตอนนี้ เข้าตำราพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ถูกขาแซะจ้องโจมตี ทั้งกล่าวหา ถึงความผิดพลาดของคนใกล้ตัวรัฐบาล จากคลัสเตอร์ทองหล่อสะท้อนเรื่องพฤติกรรมห่วย ๆ ของคนรวย แต่ซวยไปถึงคนจน ตามคำที่ “วิษณุ  เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า กังวลกับการระบาดโควิด-19 ในครั้งนี้ เพราะจุดเริ่มต้นที่เกิดขึ้นที่ทองหล่อ มีการเดินทางที่ขยายและกว้างไกลออกไป ไม่เหมือนที่ผ่านมาที่เชื้อติดในพื้นที่ กับผู้ใช้แรงงาน ซึ่งไม่มีการเดินทางที่ขยายออกไป แต่เวลานี้เป็นเรื่องของคนมีเงิน ทำให้มีไทม์ไลน์ในการเดินทางในหลายพื้นที่

 

ยังมีปมร้อนเรื่องการบริหารการฉีดวัคซีนเชื่องช้า รับมือไม่ทันกับเชื้อนรกกลายพันธ์ นำสู่การเดินหน้ามาตรการเจ้ม ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ทำ คนจนลงทั้งแผ่นดิน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
ถอดรหัสได้จากคำพูดของ “สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ระบุว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ส่งผลกระทบกับเป้าหมายการทำงานทางเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้อาจจะขยายตัวไม่ถึง 4% ตามเป้มเดิม แต่ก็ต้องกัดฟันสู้ โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังไปได้เพราะการส่งออกยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่รัฐบาลจะต้องกลับไปดูในเรื่องการกระตุ้นการอุปโภคบริโภคในประเทศว่าจะกระตุ้นอย่างไร เช่น การนำเงินฝากของประชาชนเมื่อปีที่แล้วให้ออกมาจับจ่าย
 
งานนี้ตอบได้ไม่ยากว่า ก้าวต่อไปของคนไทยจะต้องเจอกับทางวิบาก โดยเป้าหมายข้างหน้าคือปากเหว  การรอรับเงินแจกจากระบอบ “ประยุทธ์นิยม” เพียงอย่างเดียวจะยิ่งเป็นการผลักให้ประเทศไทยเดินสู่หลุมดำ วิกฤติครั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับว่า ทีมเศรษฐกิจของ“บิ๊กตู่” จะหาบิ๊กโปรเจกอะไรมาช่วยฟื้นวิกฤตได้อย่างยั่งยืน เพราะถ้ายังคงใช้วิธีแจก แจก และแจก ต่อไป โอกาสรอดของประเทศคงริบหรี่
 

และนอกจากสถานการณ์ของวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตโควิดแล้ว ยังต้องมาเจอกับวิกฤตการเมือง ที่รอวันเติมเชื้อไฟขย่มใส่รัฐบาลในทุกย่างก้าว โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชน ที่รอเวลาบ่มเพาะให้สุกงอม ซึ่งน่าจะอีกไม่นานเกินรอ เพราะการอดอาหารประท้วงระหว่างการถูกคุมขัง ของ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ กับ “รุ้ง” ปนัสยาสิทธิจิรวัฒนกุล ผู้ต้องหาคดี ม.112 ใกล้ถึงเวลาที่ 2 แกนนำอ่อนแรงเต็มที่ นั่นหมายถึงสัญญาณปลุกกลุ่มเยาวชนให้ลุกขึ้นมาอีกระลอก ซึ่งแฟนเพจ@ราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชวนแนวร่วมกลุ่มผู้ชุมนุม เขียนจดหมาย 112 ฉบับ เพื่อให้แกนนำราษฎรเลิกการอดอาหาร โดยระบุว่า "ด่วน! วันนี้ต้องการจดหมาย 112 ฉบับ ขอให้เพนกวิน-รุ้งเลิกอดอาหาร" 30 วันมาแล้วที่เพนกวินอดอาหารประท้วงความอยุติธรรม 16 วันมาแล้วที่รุ้งอดอาหารประท้วงความอยุติธรรมเป็นเพื่อนเพนกวิน

 

เมื่อใดที่สถานการณ์เดินไปถึงจุดที่ “เพกวิน-รุ้ง” อ่อนแรง เมื่อนั้นจะถึงเวลาที่เชื้อไฟปะทุ ปลุกพลังสร้างแรงต้านรัฐบาลได้แบบรุนแรง โดยมีพลังประชาชนที่ทนไม่ไหวกับการบริหารงานของรัฐบาลไม่สามารถคุมโควิด ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมออกมาบวกร่วมกับแรงเคลื่อนกดดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
 
เป็นโจทย์ร้อนรอวันปะทุ หากผู้นำรัฐบาลยังเชื่องช้า ใช้การโปรยเงินไสตล์ "ประยุทธ์นิยม" เรียกคะแนนศรัทธาเพียงอย่างเดียว สถานีต่อไปคือวิบากกรรมอันตราย!
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    77%
  • ไม่เห็นด้วย
    23%

ความคิดเห็น