อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 23 กันยายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 23 กันยายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

"มทร.อีสาน"ชี้แจง-ขอโทษ ภาพรับน้องนศ.หอม-จูบกัน

"มทร.อีสาน" ขอโทษสังคม!! ภาพหลุดกิจกรรมรับน้อง "นศ.ชายหอม-จูบ นศ.หญิง" ชี้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ พร้อมปรับปรุงแก้ไขรูปแบบกิจกรรม  พุธที่ 5 กรกฎาคม 2560 เวลา 13.35 น.

กรณีภาพหลุดนักศึกษาชายหอมแก้มนักศึกษาหญิงในกิจกรรมรับน้องของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จ.นครราชสีมา ถูกเผยแพร่ในสังคมออนไลน์จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์นั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ก.ค. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชูชัย ต.ศิริวัฒนา รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ออกมาชี้แจงว่า ภาพดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในกิจกรรมรับน้องใหม่ "ก้าวแรกสู่ มทร.อีสาน" ซึ่งทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้น เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยให้นักศึกษารุ่นพี่และรุ่นน้องตามภาพที่ปรากฎรวมทั้ง 4 คณะ 1 องค์การนักศึกษา รวมกว่า 2,000 คน ได้พบปะทำกิจกรรมอย่างเป็นทางการในห้องเปิดโล่ง ซึ่งนักศึกษาไม่ได้แอบจัดกันเอง

รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา กล่าวอีกว่า ภาพที่เกิดขึ้นมหาวิทยาลัยฯ ยอมรับผิดว่า เราดูแลนักศึกษาได้ไม่ดีพอ ปกติมีรูปแบบกิจกรรมรับน้องที่ดีอยู่แล้ว แบ่งเป็นฐานต่างๆ เน้นสาระและบันเทิง มีเจตนาเพียงเพื่อให้นักศึกษาต่างคณะกันได้รู้จักกันใกล้ชิดสนิทสนมกันผ่านกิจกรรมเข่าชนกัน แขนชนกัน หน้าผากชนกัน แต่มีภาพที่นักศึกษาเอาคางหรือแก้มชนกันยอมรับว่าเป็นภาพไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ทั้งนี้ อยากขอโทษผู้ปกครองที่เราดูแลบุตรหลานได้ไม่ดีพอทำให้เกิดภาพที่ไม่เหมาะสมเผยแพร่ออกไป ขอโทษมหาวิทยาลัยที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และขอโทษสังคมที่ยอมรับไม่ได้ และพร้อมปรับปรุงแก้ไขกิจกรรมการรับน้องให้เหมาะสม รวมทั้งสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องที่เกิดขึ้น เพื่อกำหนดบทลงโทษกลุ่มนักศึกษาที่เกี่ยวข้องต่อไป



ด้านนายเอ (นามสมมติ) นักศึกษาปี 1 ที่ปรากฏในภาพหอมแก้มนักศึกษาหญิง เล่าว่า รุ่นพี่สั่งให้ทำ และไม่ได้ทำแค่คู่เดียวทำกันหลายคน ไม่ใช่เป็นการหอมแก้ม แต่แค่เอาคางชนกัน ภาพที่ปรากฏเป็นแค่มุมกล้องที่ส่อไปในทางเสื่อมเสีย รู้สึกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ขณะที่นักศึกษาชั้นปีที่ 4 หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมรับน้อง กล่าวยอมรับว่า เป็นคนสั่งให้รุ่นน้องประกบคู่ชาย-หญิงเป็นบัดดี้กัน ทำความรู้จักคุ้นเคยกัน ไม่มีวัตถุประสงค์ใดๆ แอบแฝงส่อไปในเชิงชู้สาว ต้องขอโทษที่มีภาพเสียหายเผยแพร่ออกไป เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ต้องไปต้องระมัดระวังมากขึ้น และจะปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมมากขึ้น.          

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    27%
  • ไม่เห็นด้วย
    73%

บอกต่อ : 8.53K