อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 พฤษภาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 พฤษภาคม 2561
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

"นาแปลงใหญ่เดิมบาง'ได้ผล ลดต้นทุน-กำไรเพิ่ม

เปิดบทพิสูจน์นโยบายนาแปลงใหญ่นำร่อง 2 ปีได้ผลดีที่ “เดิมบาง” ลดต้นทุนไร่ละ 2,000 บาท เพราะจัดสรรน้ำได้ทั่วถึง พืชผลไม่เสียหาย แถมการรวมตัวกันของเกษตรกรช่วยเชื่อมโยงตลาด จึงขายข้าวได้ราคาดีกว่าเดิม ศุกร์ที่ 15 กันยายน 2560 เวลา 06.00 น.

ดูเหมือนเป็นหนทางตีบตันสำหรับอาชีพชาวนาไทยที่ประสบปัญหาผลผลิตย่ำแย่ แถมเจอราคาข้าวตกต่ำ เกิดการขาดทุนต่อเนื่องและท้ายสุดจำต้องขายที่นาเพื่อเอาเงินไปใช้หนี้ จนกระทั่ง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ เล็งเห็นปัญหาจึงกำหนดนโยบายให้ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีเหลือกำไรมากที่สุด ด้วยการส่งเสริมชาวนาให้รวมตัวกันเพื่อปลูกข้าวใน ระบบนาแปลงใหญ่ ทำให้ง่ายต่อการจัดการแบบครบวงจร เพราะหน่วยราชการหลายแห่งสามารถเข้าไปส่งเสริมการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพได้โดยง่าย อีกทั้งการรวมกลุ่มสะดวกต่อการเชื่อมโยงตลาด สร้างช่องทางการขายทำให้ได้ราคาที่เป็นธรรม



ตัวอย่างความสำเร็จซึ่งปรากฏจนเห็นเด่นชัดอยู่ที่ หมู่ 11 ต.เดิมบาง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี หรือมีชื่อเรียกที่คุ้นหูชาวบ้านคือ “นาแปลงใหญ่เดิมบาง” โดย นายจรินทร์ คงศรีเจริญ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์ สำนักงานชลประทานที่ 12 อธิบายให้ฟังว่า กรมชลประทานได้ตอบสนอง นโยบายเกษตรแบบนาแปลงใหญ่ประชารัฐ โดยจัดหาน้ำป้อนเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกอย่างทั่วถึง เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตไปพร้อม ๆ กับเพิ่มผลผลิต ที่สำคัญลดความเสี่ยงพืชผลเสียหาย เพราะที่ไหนน้ำสมบูรณ์ก็จะปลูกข้าวได้ผลดี



“กรมชลประทานเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการบริหารการจัดการน้ำในพื้นที่โครงการนาแปลงใหญ่ ทั้งนาปีและนาปรัง โดยมีหน้าที่ป้อนน้ำอย่างสม่ำเสมอตามอายุของพืช สำหรับนาแปลงใหญ่ในพื้นที่หมู่ 11 จะดึงน้ำมาจากคลองส่งน้ำหนึ่งซ้าย ซึ่งเชื่อมต่อจากแม่น้ำท่าจีน ด้วยระยะทาง 38 กิโลเมตร เพื่อป้อนน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรทั้งหมด 5.57 หมื่นกว่าไร่ เนื่องจากมีพื้นที่กว้างใหญ่ จึงต้องจัดสรรน้ำให้ดี มีการแบ่งรอบเวรใช้น้ำ 3 ช่วงคือ ปลายน้ำ กลางน้ำ และต้นน้ำตาม และต้องคำนึงถึงต้นทุนน้ำกว่ามีเหลืออยู่เท่าไหร่”  ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์กล่าว


               
อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานให้กับพื้นที่นาแปลงใหญ่ภายใต้การดูแลของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์ซึ่งดำเนินโครงการนำร่องมาตั้งแต่ปี 2558 ผลปรากฏว่า มาถึงปัจจุบันยังไม่เคยมีนาแปลงใหญ่ได้รับความเสียหายเลย อีกทั้งทุกแปลงได้รับน้ำเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ในวันที่ 1 พ.ย. กรมชลประทานจะประกาศน้ำต้นทุนในเขตลุ่มเจ้าพระยาให้เกษตรกรทราบล่วงหน้า ก่อนนำจะจัดสรรให้สำหรับฤดูแล้งปี 2560/2561

    
นางปุณชรัสมิ์ ปลั่งดี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ     
   
การปลูกข้าวในระบบนาแปลงใหญ่นอกจากจะทำให้การจัดสรรน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นผลดีต่อการควบคุมโรคและแมลง ดั่งที่ นางปุณชรัสมิ์ ปลั่งดี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ เล่าว่าในพื้นที่หมู่ 11 แห่งนี้เคยประสบปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลรุนแรง เกษตรกรได้แก้ปัญหาโดยใช้สารเคมีฉีด เมื่อต่างคนต่างฉีดก็ยิ่งใช้ยาแรง ท้ายสุดเกิดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นกรมส่งเสริมการเกษตรจึงจัดตั้ง ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ขึ้นมาส่งเสริมการใช้สารชีวภาพจนได้ผลดี นอกจากนี้ยังช่วยดูแลพันธุ์ข้าว ตรวจสอบวิเคราะห์ดินเพื่อประหยัดเงินซื้อปุ๋ย ตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2558 มาจนถึงปัจจุบัน เกษตรกร มีความพึงพอใจมาก เพราะลดต้นทุนได้จริง เงินที่เหลือก็คือกำไร และประการสำคัญการรวมตัวกันทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง เกษตรกรได้ปรึกษาหารือกันและหันมาดูแลซึ่งกันและกัน

              
นางสาวสวนีย์ โพธิ์ลัง เลขานุการนาแปลงใหญ่เดิมบาง

ขณะที่ นางสาวสวนีย์ โพธิ์ลัง เลขานุการนาแปลงใหญ่เดิมบาง ได้ยืนยันว่า เกษตรกร 140 รายของพื้นที่หมู่ 11 ที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ประชารัฐตั้งแต่ปี 2558 ต่างรู้สึกพึงพอใจ เพราะได้ผลผลิตดี ขายได้ราคาดีและที่สำคัญคือเป็นการลดต้นทุนที่เห็นผลได้จริง ดูจากค่าใช้จ่ายก่อนเข้าร่วมโครงการ มีต้นทุนอยู่ที่ไร่ละ 5,270 บาท เมื่อเอาข้าวไปขายจะได้เงินกลับมาตกไร่ละ 6,000 บาท เหลือกำไรไร่ละ 730 บาท แต่หลังจากเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ สามารถลดต้นทุนเหลือไร่ละ 3,220 บาท หรือประหยัดได้กว่า 2,000 บาท นอกจากนี้การผลิตแบบนาแปลงใหญ่ ทำให้การควบคุมคุณภาพข้าวภายใต้ระบบ GAP เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงขายข้าวได้ราคาดี เพราะชาวนาสามารถผลิตข้าวและจำหน่ายได้ตรงกับความต้องการของตลาด





คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 18