อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2561

ป.ป.ส.ชี้อีก3ปีอาจอนุญาต ชาวบ้านปลูกกัญชาให้รัฐทำยา

"ป.ป.ส." ลั่นอีก 3 ปีข้างหน้า อาจพิจารณาให้คนทั่วไป ปลูกกัญชาภายใต้ความดูแลของรัฐ หลังครม.ไฟเขียววิจัยกัญชาทางการแพทย์-รักษาโรค พฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม 2561 เวลา 16.15 น.

เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ที่สำนักป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) กล่าวถึงกรณีการนำพืชกัญชาไปทำการวิจัย เพื่อใช้ในทางการแพทย์ว่า ปัจจุบันพ.ร.บ.ยาเสพติด พ.ศ. 2522 ยังกำหนดให้พืชกัญชาเป็นยาเสพติดประเภท 5 เช่นเดียวกับ กระท่อม ฝิ่น และเห็ดขี้ควาย แต่หลังจากครม. มีมติเห็นชอบในหลักการให้แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับพืชสารเสพติด โดยอนุญาตให้นำกัญชามาใช้ในการทดลองวิจัยรักษาโรคในคนได้ แต่มีมาตรการในการควบคุมการปลูกตามขั้นตอน ซึ่งต้องยอมรับว่าการนำกัญชามาใช้จะเป็นประโยชน์ต่องานวิจัยทางการแพทย์ นอกจากนี้ กฎกระทรวงสาธารณสุขได้ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้อนุญาตให้หน่วยงานของรัฐปลูก หรือผลิตกัญชาเพื่อใช้ในการทดลองและวิจัยได้ เช่นเดียวกับทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยรังสิตและมหาวิทยาลัยมหิดลที่ขออนุญาตปลูกและเสนอโครงการทดลองเพื่อใช้ในการทำสเปรย์รักษาโรคมะเร็ง และบรรเทาอาการปวด

นายศิรินทร์ยา กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าป.ป.ส.สนับสนุนการใช้พืชกัญชารักษาโรคและใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ แต่ยังไม่อนุญาตให้ใช้เสรีหรือเสพเพื่อความบันเทิง เพราะเกรงจะเกิดปัญหาและส่งผลกระทบกับเยาวชนในระยะยาว ดังนั้น กัญชายังถือเป็นยาเสพติดประเภท 5 ที่มีโทษเหมือนเดิม การเสพกัญชาจะใช้เพื่อประโยชน์อื่นนอกเหนือจากการรักษาโรคไม่ได้ อย่างไรก็ตาม มติครม.ฉบับดังกล่าวให้อำนาจรมว.สาธารณสุข และคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เป็นผู้ควบคุมการผลิต นำเข้า หรือส่งออก รวมทั้งครอบครองเพื่อศึกษาวิจัย ส่วนป.ป.ส. มีอำนาจในการกำหนดเขตพื้นที่ทดลองปลูก ผลิต และทดสอบสารเสพติดที่อยู่ในกัญชา โดยต้องมีการควบคุมอย่างใกล้ชิด

"กัญชงยังเป็นยาเสพติดประเภท 5 เหมือนกัญชา แต่ได้มีการอนุญาตให้เป็นพืชเศรษฐกิจ โดยรัฐเป็นผู้ควบคุม อนุญาตให้โครงการหลวงและโรงงานยาสูบปลูกในแปลงทดลอง เพื่อนำไปทำวิจัย ส่วนอีก 3 ปี อาจจะพิจารณาว่าจะอนุญาตให้บุคคลทั่วไปปลูกกัญชาโดยรัฐควบคุมพื้นที่ปลูกได้หรือไม่ เพื่อสนับสนุนหรือทำลองทางการแพทย์เท่านั้น" นายศิรินทร์ยา กล่าว

ขณะที่ นายวิโรจน์ สุ่มใหญ่ ประธานคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ (INCB) กล่าวว่า การนำสารสกัดจากกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ทางยูเอ็นฯ ไม่ได้ห้าม แต่มีข้อระบุไว้ในสนธิสัญญาว่าด้วยวัตถุมีฤทธิ์ต่อจิตและประสาทว่าเป็นพืชที่มี 2 สถานะคือ มีประโยชน์ทางการแพทย์นำไปใช้เป็นยารักษาโรค และมีฤทธิ์เหมือนฝิ่นและโคคา จึงห้ามผลิต ห้ามปลูก นอกจากรัฐจะปลูกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการวิจัยทางการแพทย์ และต้องมีการควบคุม เพราะพืชหรือต้นไม้ที่นำไปผลิตเป็นยารักษาโรคจะต้องปลอดจากสารเคมีทุกชนิด ไม่เช่นนั้นจะไม่ผ่านมาตรฐานอย. ขณะที่พื้นที่ปลูกต้องได้รับใบอนุญาต จากนั้นจึงให้จังหวัดกำหนดพื้นที่และควบคุมพื้นที่ได้รับจัดสรรตามโควต้า สำหรับผลผลิตที่ได้จะถูกส่งเข้าส่วนกลางและโรงงานยา ซึ่งทุกประเทศจะดำเนินการลักษณะนี้

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า การปลดล็อคกัญชาให้พ้นสภาพพืชเสพติดยังทำไม่ได้ เพราะกฎหมายไทยยังกำหนดให้กัญชาเป็นยาเสพติดประเภท 5  แต่ทางอย.หรือกระทรวงสาธารณสุขสามารถอนุญาตให้ปลูกเพื่อวิจัยและใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ผลิตยารักษาโรคได้ โดยอนุญาตให้เป็นรายๆ ไป แต่ต้องมีการควบคุมดูแลผลผลิต และวางระบบให้ดี ทางยูเอ็นฯก็ไม่ขัดข้อง เพราะกฎหมายเปิดให้แล้ว แต่ต้องสร้างกฎหมายให้รองรับกฎกติกาที่มีอยู่ในสนธิสัญญาด้วย.


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 273