อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 21 กันยายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 21 กันยายน 2561

พิรุธ'บ.เรือล่ม'แจ้งผลกำไร เอาผิด10จนท.รัฐปล่อยรุกป่า

เอาผิด ม.157 จนท.รัฐ กว่า 10 ราย เพิกเฉยปล่อยให้นายทุนบุกรุกที่ป่าสงวน เร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินบริษัทนำเที่ยวเหตุเรือล่ม พบแจ้งมีกำไรแค่หลักแสน  พฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม 2561 เวลา 14.47 น.

จากเหตุการณ์เรือนำเที่ยวอับปางในพื้นที่ จ.ภูเก็ต มีบาดเจ็บสูญหาย เสียชีวิตหลายราย หลังเกิดเหตุหลายหน่วยงานได้บูรณาการเร่งค้นหาผู้สูญหาย ควบคู่กับการเยียวยาผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต พร้อมกับเร่งสืบสวนข้อเท็จจริงจนพบความเชื่อมโยงของกลุ่มบริษัทว่าผู้ประกอบการเรือมีการถือครองสิทธิ์ในลักษณะนอมินี นำไปสู่ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น 11 จุดในพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพื่อตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งเอกสารการเงิน หลักฐานการแชทข้อความเป็นภาษาจีน และเรือแฝดเรือฟินิกซ์ไดร์ฟวิ่ง ที่อยู่ระหว่างการต่อเติม และนำไปหลบซ่อนไว้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
     
คืบหน้าเมื่อวันที่ 12 ก.ค. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท. เปิดเผยว่า ในวันเสาร์นี้จะลงพื้นที่ไปตรวจดูผลการกู้ซากเรือฟินิกซ์ ไดร์ฟวิ่ง และจะให้ผู้เชี่ยวชาญทำการชี้จุดที่คาดว่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุเรือล่ม ว่าเป็นไปตามข้อสันนิษฐานจากคำให้การของนายช่างที่รับผิดชอบต่อเรือหรือไม่ นอกจากนี้จะเชิญผู้ประกอบการธุรกิจทัวร์ท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต เข้าให้ข้อมูลเบาะแสทัวร์ที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยเพิ่มเติม และเพื่อให้เกิดความมั่นใจเรื่องการปราบปรามทัวร์ที่มีการว่าจ้างนอมินีเป็นคนไทย ซึ่งเรื่องนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เน้นย้ำเรื่องการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต โดยวานนี้ทางการไทยได้ทำการส่งศพผู้เสียชีวิตที่พิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลได้และมีญาติยืนยัน รวมทั้งผู้บาดเจ็บกลับประเทศไปแล้วส่วนหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ทางรัฐบาลไทยได้ประสานข้อมูลกับทางการจีนอย่างใกล้ชิด ทั้งในเรื่องของการดูแลประชาชน นักท่องเที่ยว ตลอดจนการเยียวยาช่วยเหลือ 
      
ในเรื่องของการสืบสวนขณะนี้ได้ทำการรวบรวมตรวจยึดเอกสารต่างๆ อาทิ เอกสารทางภาษี การก่อตั้งบริษัท อีกทั้งได้การดำเนินการแบ่งเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกการดำเนินคดีคนไทยที่เป็นลักษณะนอมินี ซึ่งได้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง 5 ราย คือนายอิทธิโรจน์ ชวาลพิพัฒน์พงศ์ หรือเฮียช้าง ในฐานความผิดบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน เบื้องต้นพบความผิดชัดเจน หลังรับว่าเป็นผู้ดำเนินการสร้างเส้นทางบ้านพัก และบาร์ริมทะเล รวมถึงยังเตรียมสร้างเป็นท่าเทียบเรือให้บริการนักท่องเที่ยวด้วย นายเถิง ซึ่งเป็นผู้ดูแลบริษัทเลซี่แคท ทราเวล จำกัด ในฐานความผิดกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต หลังสืบทราบว่าเป็นผู้ฝ่าฝืนประกาศแจ้งเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยาสั่งเรือนำเที่ยวออกไปจนเกิดเหตุ และผู้ดูแลกิจการของนายช้างอีก 3 นาย ส่วนที่สองคือ คือการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนได้กล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติกรรมปล่อยปะละเลย เพิกเฉย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือส่วนหน่วยงานราชการที่อาจเข้าข่ายปล่อยปละละเลย โดยได้ส่งรายชื่อให้ ปปช.พิจารณาตรวจสอบแล้ว 4-5 หน่วยงาน  แต่ขอไม่เปิดเผยรายละเอียด


     
ในส่วนการตรวจสอบนอมินีข้ามชาติ คือการเข้ามาใช้ทรัพยากรในประเทศไทยแล้วรายได้ไม่เข้าประเทศ ทุกวันนี้ทัวร์ศูนย์เหรียญหมดสิ้นแล้ว แต่การเปลี่ยนโฉมโดยให้คนไทยเข้ามาถือครองสิทธิ์เป็นเจ้าของบริษัทแทน ขอยืนยันว่าในส่วนนี้คนภูเก็ต คนพังงาไม่ต้องกังวลใจ เราจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ขณะนี้ได้ส่งพนักงานสอบสวนของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและสารสนเทศ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่สนับสนุนการทำงานของตำรวจภูเก็ตในการสอบปากคำพยานผู้เสียหายต่างๆ ซึ่งการดำเนินการในลักษณะนอมินีนี้เช่นนี้สร้างความเสียหาย ซึ่งเมื่อก่อนเป็นแค่ลูกจ้างธรรมดาแต่ปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกิจหลายร้อยล้าน แบบนี้เสียหาย 
    
ในส่วนมาตรการระยะยาว ได้จัดกำลังตำรวจท่องเที่ยว บูรณาการกับกรมเจ้าท่า ตรวจสอบเรือทั้งหมด ดูแลการปล่อยเรือ ซึ่งต้องมีการรายงานผลทุกๆ 1 สัปดาห์ หากพบว่าเรือลำที่ทางกรมเจ้าท่ายืนยันว่าลำใดชำรุด หรือไม่ได้มาตรฐาน ต้องระงับการปล่อยเรือ เพื่อแก้ไขให้เป็นไปตามมาตรฐาน หากฝ่าฝืนจะเพิกถอนใบอนุญาต แต่หากพบว่ามีการปล่อยเรือไปแล้วพบว่าไปประสบอุบัติเหตุจากสภาพเรือที่เป็นปัญหา ก็จะพิจารณาดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นผู้รับผิดชอบต่อไป อย่างไรก็ตามไม่ได้นิ่งนอนใจแต่ขอระยะเวลาในการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งการสืบสวนเดินหน้าไปมากแล้ว ซึ่งขอระยะเวลาในการดำเนินการ ยอมรับว่าแหล่งพื้นที่สำคัญคงมีอยู่เรื่องนอมินี้แต่ก็จะสแกนทุกจุด ทั้งนี้ฝากไปถึงคนไทยที่กระทำลักษณะเช่นนี้ที่เห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนร่วม ขอให้หยุดพฤติกรรมเหล่านี้เสีย ไม่เช่นนั้นจะดำเนินคดีทั้งหมด โดยจะประสานความร่วมมือกับทางปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินและใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด  รวมถึงการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐด้วยเช่นกัน  ซึ่งกรณีนี้ทุนต่างชาติจะไม่สามารถดำเนินการได้เลย หากคนไทยไม่ให้ความร่วมมือ ไม่กระทำเสียเอง คนต่างชาติก็เข้ามาหลอกคนไทยไม่ได้

 

มีรายงานว่าสำหรับการดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการปล่อยปะละเลยเอื้อประโยชน์กับกลุ่มทุนต่างๆ นั้น ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนได้ส่งรายชื่อให้ทางปปช.และทาง ปปท. เป็นที่เรียบร้อย มีจำนวนกว่า 10 ราย ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐในระดับปฏิบัติการ ถึงขั้นผู้ชำนาญการ ซึ่งการส่งรายชื่อให้ทางหน่วยงานทั้งสองพิจารณาตรวจสอบในฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฏหมายอาญา ม.157 สืบเนื่องมาจากการที่ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล สนธิกำลังตรวจสอบเครือข่ายบริษัทนำเที่ยวทั้ง 11 จุดในพื้นที่ จ.ภูเก็ต พบว่ามีการบุกรุกที่ดินป่าสงวนเพื่อสร้างรีสอร์ท สปา และท่าเรือ บริเวณหาดนุ้ย ซึ่งมีการออกเอกสารสิทธิ์ นส.3 ให้กับนายอิทธิโรจน์ ชวาลพิพัฒน์พงศ์ แต่ข้อเท็จจริงศาลฏีกาได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนโฉนด นส.3 บนที่ดินผืนดังกล่าวตั้งแต่ปี 2557 นอกจากนี้ยังพบว่ามีการอนุญาตให้สร้างท่าเรือในพื้นที่ดังกล่าว เช่นเดียวกับเอื้อผลการตรวจสอบเรือฟิกนิกส์เช่นกัน 
     
มีรายงานว่าหลังเกิดเหตุกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบสถานะของบริษัทนำเที่ยวทั้ง 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท เลซี่ แคท ทราเวล จำกัด และ บริษัท ทีซี บลู ดรีม จำกัด โดยบริษัท เลซี่ แคท ทราเวล จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค. 57 ทุนจดทะเบียน 16 ล้านบาท สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 89/13 หมู่ 6 ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต  ประกอบกิจการนำเที่ยว รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำเที่ยวทุกชนิด มีนางสาวอัญชลี วิทยานันทพรกุล เป็นกรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้นประกอบด้วย นางสาวอัญชลี วิทยานันทพรกุล ถือหุ้นจำนวน 48,000 หุ้น (ร้อยละ 30) นายวิทยา ชัยธาวุฒิ ถือหุ้นจำนวน 33,600 หุ้น (ร้อยละ 21) และบริษัท เลซี่แคท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ประเทศจีน ถือหุ้นจำนวน 48,000 หุ้น 78,400 หุ้น (ร้อยละ 49) โดยในปี 2559 มีผลประกอบการ : กำไร จำนวน 64,684.12 บาท ปี 2560 มีผลประกอบการ : กำไร จำนวน 1,280,408.70 บาท
     
บริษัท ทีซี บลู ดรีม จำกัด เจ้าของเรือนำเที่ยวฟีนิกซ์ จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค. 59 ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 43/84 หมู่ 5 ต.ราไวย์ อ.เมืองภูเก็ต ประกอบกิจการรับจองทัวร์ ห้องพัก โรงแรม นำเที่ยว มีนางสาววรลักษณ์ ฤกษ์ชัยกาล เป็นกรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้นประกอบด้วย นางสาววรลักษณ์ ฤกษ์ชัยกาล ถือหุ้นจำนวน 39,000 หุ้น (ร้อยละ 97.50) นางยินดี ฤกษ์ชัยกาล ถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น (ร้อยละ 1.25) และนายจักรพันธ์ ฤกษ์ชัยกาล ถือหุ้นจำนวน 500 หุ้น (ร้อยละ 1.25) โดยในปี 59 มีผลประกอบการ : ขาดทุน จำนวน 13,114.79 บาท ปี 2560 มีผลประกอบการ : กำไร จำนวน 252,422.13 บาท
     
มีรายงานว่าจากข้อมูลดังกล่าว พบว่าทั้ง 2 บริษัท จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทถูกต้องตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจนำเที่ยวถูกต้อง แต่มีข้อพิรุธในเรื่องของการแจ้งผลประกอบการ ซึ่งมีการแจ้งผลกำไรเพียงหลักแสนบาทเท่านั้น โดยส่วนนี้กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ทั้งนี้หากพบว่ามีการหลบเลี่ยงภาษี ก็ต้องดำเนินการตามกฎมายเช่นเดียวกัน หากพบว่าเป็นนอมินี คนไทยถือหุ้นแทน รวมทั้งกรรมการบริษัทก็ต้องรับผิดด้วย จะมีความผิดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับวันละ 10,000-50,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 578