อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563

ต้นทุนจบป.6มานะฝึกภาษา ส่งยาคูลท์สื่อสารกับต่างชาติ

สัปดาห์นี้เปิดชีวิต “สาวลำพูน” จบชั้นป.6 เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เป็นแม่บ้าน ขยันทำงานส่งตัวเองเรียนจบบัญชีปวช. ก่อนเลือกเป็นสาวยาคูลท์ มานะอุตสาหะฝึกฝนภาษาใช้สื่อสารกับลูกค้าชาวต่างชาติ พุธที่ 11 กันยายน 2562 เวลา 07.00 น.


เรื่องราวแง่มุมชีวิตในอาชีพ “สาวยาคูลท์” ที่เป็นแรงผลักดันให้ใครอีกหลายคนนั้น ในครั้งนี้กลับมาพบกันอีกเช่นเคย เธอผู้นี้โลดแล่นบนเส้นทางสาวยาคูลท์มากกว่า 18 ปี แต่หากเทียบกับคนอื่น ๆ ประสบการณ์อาจจะยังน้อยกว่า ซึ่งมุมมองการทำงานของ “โสภี แก้วประเสริฐ” วัย 45 ปี สาวยาคูลท์ประจำเซ็นเตอร์ 1 สุขุมวิท 28 และส่วนมากลูกค้าราว 80% จะเป็นชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น โดยในวันนี้เธอจะมาถ่ายทอดเรื่องราวให้ฟังทั้งหมด

แรกเริ่มเดิมทีเธอก็เป็นเพียงเด็กชาวลำพูน ในฐานะพี่คนรองจากพี่น้องทั้งหมด 6 คน เติบโตในครอบครัวที่พ่อแม่รับจ้างหาเช้ากินค่ำฐานะยากจน จบเพียงชั้น ป.6 จึงเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ เป็น “แม่บ้าน” ให้กับนายจ้างชาวลำพูนที่ทำเมืองแร่ โดยในปี 2533 เงินเดือนที่ได้ประมาณ 800 บาท ทำอยู่ได้สัก 6-7 ปี คิดเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น และเอ่ยปากขอนายจ้างไปเรียนภาคค่ำที่ รร.วัดยานนาวา จนจบชั้น ม.3 ในที่สุดก็ลาออกจากการเป็นแม่บ้าน

ทว่าเธอไม่หยุดความฝันแค่นั้น เลือกเรียนต่อที่ รร.พณิชยการสีลม ระหว่างนั้นก็ทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง และได้พบรักกับแฟนหนุ่มช่างซ่อมบำรุงของบริษัท ซึ่งไม่ทำให้การเรียนเสีย สุดท้ายสามารถส่งตัวเองเรียนจนจบบัญชีระดับ ปวช. และตัดสินใจอยู่ด้วยกันจนมีลูกสาว 1 คน



แน่นอนว่าการใช้ชีวิตในเมืองหลวงค่าครองชีพก็จะต้องมากตามไปด้วย เธอหันมาเป็นแม่ค้าขาย “ไส้กรอกอีสาน” ตื่นตี 4 มายัดไส้กรอก แต่รายได้ก็ยังไม่มาก จึงไปรับผลไม้สุกมาขายอีกทาง โชคดีที่เจ้าของบ้านเช่าย่านพระราม 4 เป็นเจ้าของสวนเอง เธอจึงรับซื้อมาในราคาที่ถูกและไม่เสียค่าขนส่ง และรู้สึกว่าได้เจอแต่กัลยาณมิตรที่ดีทั้งนั้น

จนวันหนึ่งราวปี 2544 เธอรู้จักคำว่า “สาวยาคูลท์” และอยากที่จะลองหางานใหม่ ๆ ทำเพิ่มเติม แต่ก็แอบคิดว่า การขี่รถมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ จะรอดไหม? ประกอบกับในยุคนั้น พี่โสเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของสาวยาคูลท์ในนิตยสาร ได้เห็นความอดทนและความมุ่งมั่นอย่างที่สุด กระทั่งได้เข้ามาเป็นสาวยาคูลท์ ผ่านการอบรมเพื่อให้ทราบว่า...ประโยชน์ของยาคูลท์ในแต่ละขวดที่ลูกค้าจะได้รับมีอะไรบ้าง เพื่อนำไปบอกต่อกับทุก ๆ คน จนถึงปัจจุบัน

แต่กว่าเธอจะรู้จักและคุ้นชินในย่านสุขุมวิท ประสบการณ์จากอาชีพสาวยาคูลท์ได้ให้แง่คิดและมุมมองกับเธอ รู้จักพัฒนาตนเองมากขึ้น เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นชาวญี่ปุ่น ซึ่งทักษะทางด้านภาษาก็จะต้องจดจำและเรียนรู้จากลูกค้า แรก ๆ วิธีแก้ไขปัญหาของเธอ คือ การยื่นเครื่องคิดเลขและปฏิทินให้ลูกค้าชาวญี่ปุ่น เพื่อบอกให้ทราบว่าราคาเท่าไหร่ และจะมาส่งได้วันไหน รวมถึงสื่อสารกับชาวอังกฤษและเยอรมัน

เธอมีเรื่องประทับใจชาวเยอรมันคนหนึ่ง จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน ชาวต่างชาติรายนี้มีออฟฟิศในย่านสุขุมวิท พนักงาน 5 คน เขาสั่งยาคูลท์ให้ลูกน้องทุกคนทานวันละ 1 ขวด หลายท่านอาจจะมองว่าก็แค่ 5 ขวด แม้จะไม่มากมายอะไร แต่ผ่านมา 10 ปีตอนนี้เพิ่มเป็นวันละ 27 ขวด ซึ่งเธอกลับรู้สึกประทับใจที่ลูกค้าเมตตาเธอจนถึงทุกวันนี้ก็ยังทักทายตลอดเมื่อเจอหน้ากัน “สบายดีไหมครับ” เธอจึงกล้าพูดว่าในชีวิตนี้แทบจะไม่เคยเจอคนที่ไม่ดีเลย

“ตัวพี่โสเองเลือกมองสิ่งดี คนไม่ดีไม่เจอเลยนะ ถ้าเราคิดดี ทำดี พี่โสเชื่อว่าจะได้สิ่งนั้นตอบแทน พี่เชื่อว่าสาวยาคูลท์ทุกคนแยกอารมณ์ได้ พี่เองอยู่ที่บ้านแม้จะมีเรื่องอะไรหนักใจ แต่พอได้ใส่ชุดยาคูลท์ ต้องแยกอารมณ์ให้ออก ถ้าไม่ยิ้มแย้มใครจะยิ้มให้เรา ฉะนั้นทำงานที่เรารัก เราจะทำออกมาได้ดี มีความสุขและไม่เครียด แล้วความสุขนั้นก็จะแสดงออกทางสีหน้าเราเอง”สาวยาคูลท์คนดังกล่าว เผยมุมมองต่อการทำงาน



ขณะเดียวกันผู้ชายที่เข้ามาในชีวิตของเธอ “ธนิต แก้วประเสริฐ” อายุ 51 ปี สามีผู้ที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอดก็เรียกว่าเป็นคนดีที่สุด เพราะเธอบอกให้ฟังว่า “แฟนพี่โสต่างคนต่างสู้ด้วยกัน ผ่านความลำบากด้วยกัน ล้างจาน กวาดบ้าน งานทุก ๆ อย่าง สามีหรือภรรยามันไม่ใช่หน้าที่ที่ใครจะต้องทำ แต่ใครถึงบ้านก่อนก็ทำ ไม่มีการเกี่ยงกัน”

ส่วนลูกสาววัย 21 ปี กำลังเรียนชั้นปีที่ 4 คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ สาขาวิชาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ก็ตั้งใจเรียนไม่เคยเกเรหรือไม่ทำอะไรให้พ่อแม่หนักใจ สอนให้ซักผ้าตั้งแต่อนุบาลกระโปรงแดง ซักเองถึงจะรู้ว่าความรับผิดชอบมีกันทุกวัย เพราะทุกคนในบ้านมีหน้าที่ของตัวเอง ก่อนเข้านอนลูกสาวคนนี้ก็ไม่เคยลืมที่จะกราบเท้าพ่อกับแม่ก่อนเข้านอนอีกด้วย

พี่โส บอกว่า ลูกค้าย่านสุขุมวิทนั้น จะมัวรีรอใช้คำว่า “เดี๋ยวค่อยไปส่ง” ไม่ได้เด็ดขาด!!! เพราะส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติมีไฟท์บินกลับ ฉะนั้นต้องขยันให้มากที่สุด ที่สำคัญกระตือรือล้นเพื่อเพิ่มโอกาสได้รู้จักลูกค้าใหม่ ๆ มากขึ้น มันคือหัวใจของการทำงานที่ทุกคนพึงมี

ถ้าลูกค้าปฏิเสธก็จะบอกว่า “ไม่เป็นไรค่ะ ครั้งหน้าเดี๋ยวมาใหม่นะคะ อุดหนุนสาวยาคูลท์ได้นะคะ” โดยใน 1 วันเธอต้องเดินทางไปส่งยาคูลท์ตามคอนโดฯ มากกว่า 20 แห่ง ซึ่งจะต้องแลกบัตรเข้าไป และแลกบัตรขึ้นคอนโดฯ ตรงนี้เองทำให้เธอรู้สึกดีที่สาวยาคูลท์เป็นที่ไว้วางใจ แม้บางคอนโดฯ จะเข้าไม่ได้ เพราะเรื่องความปลอดภัยของลูกบ้านที่เป็นสิ่งสำคัญต้องมาเป็นลำดับแรก เธอก็จะแก้ไขด้วยการโทรศัพท์แจ้งลูกค้าและรบกวนฝากไว้ที่นิติฯ ด้านล่าง และไม่ลืมที่จะแนะนำว่าควรแช่เย็นเพื่อรักษาจุลินทรีย์ที่ดีไว้



แรก ๆ เธอยอมรับรู้สึกอึดอัดที่ไม่กล้าพูดออกไปว่า จุลินทรีย์ยาคูลท์มีประโยชน์ต่อลำไส้ของมนุษย์อย่างไร เพราะคำว่า ...ไม่กล้าที่จะพูด” กลัวการสื่อสารกับชาวต่างชาติ พอวันหนึ่งเธอกล้าก้าวผ่านความกลัวและพูดออกมา ความรู้สึกกลัวนั้นละลายหายไปหมด เธอจึงอยากฝากบอกสาวยาคูลท์รุ่นใหม่ ว่า กล้าที่จะพูดและสื่อสาร หากยังไม่กล้าพูดเต็มประโยค ก็เพียงกล่าวคำทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส ลูกค้าก็จะเปิดใจรับเราเข้าไปเป็นสาวยาคูลท์ประจำครอบครัว

อย่างเช่นเด็ก ๆ ที่เธอจำได้ดีว่า เมื่อ 10 กว่าปีก่อนพวกเขายังตัวเล็ก ๆ แต่พอมาวันนี้พวกเขาได้เป็นหมอ จบแพทย์ หรือไปเรียนกลับจากเมืองนอก แม้พี่โสจะเป็นแค่สาวยาคูลท์ แต่เด็ก ๆ ในวันนั้นได้กลายเป็นคุณหมอและยังยกมือไหว้ เข้ามากอด และมอบความรักให้สาวยาคูลท์คนนี้

ทุกวันนี้สาวยาคูลท์วัย 45 ปีคนนี้ ไม่เคยทิ้งความรู้ด้านบัญชีที่เคยทำงานส่งตัวเองเรียนจนจบในระดับ ปวช. เธอรู้จักแบ่งเงินเดือนดังนี้ โดยก้อนหนึ่งเธอจะแบ่งให้พ่อแม่ทุกเดือน และส่วนหนึ่งเลือกนำไปลงทุน LTF กองทุนรวมหุ้นระยะยาว ซื้อที่เก็บไว้บ้าง อาทิ สวนลำไยและมะม่วงอย่างละ 8 ไร่ รวม 16 ไร่ สร้างบ้านที่ จ.ลำพูน 1 หลัง และสร้างที่ จ.สุริทน์ 1 หลัง (บ้านเกิดสามี) และมีบ้านที่สุขุมวิท 101/1 อีก 1 หลัง นี่แหละเรื่องราวทั้งหมดของเด็กบ้านนอกที่สู้ชีวิตและในวันนี้กลายมาเป็นสาวยาคูลท์ในเมืองหลวง.
...............................
รู้จักยาคูลท์เพิ่มเติมที่ : @บริษัท ยาคูลท์ (ประเทศไทยจำกัด 

คลิกที่นี่...อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับยาคูลท์



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 33