อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563

''ซีพีเอฟ''สานต่อโครงการอาหารกลางวันนักเรียน

30 ปีเติมโปรตีนไข่ เพื่อสุขอนามัยของน้องๆในพื้นที่ห่างไกล กับ "โครงการเลี้ยงไก่ไข่อาหารกลางวันนักเรียน" จันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562 เวลา 17.30 น.


ปัญหาทุพโภชนาการ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดำเนินโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน เป็นโครงการนำร่อง ตั้งแต่ปี 2523 เพื่อให้เยาวชนในถิ่นทุรกันดาร มีอาหารเพียงพอ และมีโภชนาการที่ดี ควบคู่กับโอกาสเรียนรู้ทักษะจัดการอาชีพเกษตร เป็นพื้นฐานรองรับสัมมาอาชีวะต่อไป



บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ตระหนักดีในประเด็นสำคัญนี้ จึงสนับสนุน มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท อย่างเต็มที่ในการเข้าร่วมดำเนินโครงการตามแนวพระราชดำริดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2532
ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ซีพีเอฟและมูลนิธิฯ ได้ร่วมดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนและเกษตรกรในชนบทห่างไกลทั่วประเทศ และ “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ได้กลายเป็นหนึ่งในโครงการที่ร่วมบรรเทาปัญหาขาดแคลนโปรตีน สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโต ทั้งร่างกายและสมองของเยาวชนในชนบทได้อย่างเป็น รูปธรรม ยังความปลาบปลื้มใจแก่ ผู้บริหารและพนักงานทุกคน ตลอดจนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ครู ผู้ปกครองนักเรียน และชุมชน



ปัจจุบัน มีโรงเรียนในโครงการฯ รวม 778 โรงเรียน กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เป็นโรงเรียนในสังกัด สพฐ. 620 แห่ง โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 134 แห่ง โรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 12 แห่ง สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) 6 แห่ง และอื่นๆ เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ. เทศบาล) ช่วยให้เด็กและเยาวชน 154,000 คน เข้าถึงอาหารโปรตีนคุณภาพอย่างไข่ไก่ สร้างความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่ทุรกันดารและพื้นที่ห่างไกล และยังเป็นแหล่งเรียนรู้วิธีการจัดการอาชีพเกษตรของครู-นักเรียน และเกษตรกร 1,500 ชุมชนด้วย

นายสุปรี เป้าสิงห์สวย ผู้แทนมูลนิธิฯ และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการกองทุนโครงการอาหารกลางวันนักเรียน กระทรวงศึกษาธิการ เล่าว่า จากการสุ่มตัวอย่างด้านภาวะโภชนาการของเด็กนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการพบว่า มีภาวะโภชนาการที่ดีขึ้น สามารถลดปัญหาภาวะทุพโภชนาการของนักเรียน โดยวัดจากน้ำหนักต่อส่วนสูงของนักเรียน จากเดิมค่าเฉลี่ย16.5% ลดลง 5-9 % โดยในปัจจุบัน ทุพโภชนาการ มีชี้วัด3 ตัวคือ อ้วนไม่เกิน10% ผอมไม่เกิน 5% และเตี้ย ไม่เกิน 5%



นางสุจิตรา ยาวิไชย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบ่อหลวง อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน หนึ่งโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ กล่าวว่า โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน นอกจากช่วยลดปัญหาทุพโภชนการแล้ว ยังเป็นห้องเรียนด้านการจัดการอาชีพเกษตรกรเชิงธุรกิจ เพราะโครงการนี้จะมีทุนเริ่มต้นให้ ทั้งโรงเรือน ไก่ไข่ อาหารไก่ ในรุ่นแรก แต่ รร.ต้องมีการบริหารจัดการเพื่อซื้อปัจจัยการผลิตไข่ในรุ่นต่อๆไป

นอกเหนือไปจากเทคนิคการเลี้ยงไก่ที่มีพี่ๆสัตวบาลจากซีพีเอฟเข้ามาช่วยสอนและแนะนำแล้ว นักเรียนต้องเรียนรู้การจัดการผลผลิตไข่ไก่ที่ได้ ผ่านระบบสหกรณ์ของโรงเรียน ต้องมีการจดบันทึกทุกวัน โดยไข่ไก่ส่วนหนึ่งจะจัดสรรเข้าโครงการอาหารกลางวันนักเรียน และอีกส่วนหนึ่งจำหน่ายให้ผู้ปกครองหรือจำหน่ายในตลาดชุมชน ช่วยสร้างทักษะอาชีพให้แก่เด็กนักเรียน ให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำบัญชี รู้จักต้นทุน กำไร และเงินสดหมุนเวียน เป็นต้น



ตลอด 3 ทศวรรษของโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ซีพีเอฟทำหน้าที่สนับสนุนค่าก่อสร้างโรงเรือน อุปกรณ์การเลี้ยง ติดตั้งระบบน้ำและอาหาร พร้อมทั้งสนับสนุน พันธุ์ไก่ อาหาร และวัคซีน ตลอดการเลี้ยงรุ่นแรก ส่วนในรุ่นต่อไป โรงเรียนต้องบริหารจัดการเพื่อใช้เป็นทุนในการเลี้ยงไก่ โดยมีซีพีเอฟสนับสนุนพันธุ์ไก่และอาหารให้ในราคาต้นทุน พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ในการผลิตและการจัดการเทคโนโลยีการเลี้ยงไก่ไข่ และร่วมติดตามผลการดำเนินโครงการฯ และภาวะโภชนาการของโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง



กล่าวอีกนัยหนึ่ง โครงการนี้เป็น “การให้อย่างมีระบบ” ที่คำนึงถึงความยั่งยืน และก่อเกิดคุณค่า 5 ประการ ทั้งด้านสังคม ด้านการศึกษา ด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นั่นคือ 1.ขนาดของโครงการพอเหมาะกับจำนวนนักเรียน ชุมชน 2.เป็นแหล่งผลิตอาหารของชุมชนที่ห่างไกลเมือง 3.การออกแบบโครงการ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน หากหน่วยงานภายนอกไม่ให้ความช่วยเหลือ โรงเรียนต้องสามารถดำเนินการต่อไปได้ นั่นคือ ต้องมีกองทุนหมุนเวียนของตนเองที่เพียงพอที่จะพึ่งพาตนเองได้ 4. มีองค์ความรู้และถ่ายทอดต่อไปได้ จนเกิดความชำนาญ และ ข้อสุดท้ายคือมีคุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้



เชื่อว่าโครงการดีๆ จากภาคเอกชนที่มีน้ำใจดีเช่นนี้ จะเดินหน้าต่อไปอย่างยั่งยืน โดยมีปัจจัยสำคัญคือ ครู นักเรียน และชุมชน ที่ต้องร่วมกันคิด บริหารจัดการและลงมือทำ กระทั่งก่อเกิดเป็นความสำเร็จร่วมกัน และในปีที่ 30 นี้ ซีพีเอฟและมูลนิธิฯ เตรียมการส่งมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนให้กับ "โรงเรียนบ้านดู่ (สหราษฎร์พัฒนาคาร )" อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นโรงเรียนลำดับที่ 779 ของโครงการฯ ในวันที่ 23 ธันวาคม 2562 นี้ 


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 24