อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 12 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 12 สิงหาคม 2563

สาวห้างช็อก!ถูกเรียกเก็บภาษี32ล. ร่ำไห้เผยรายได้แค่วันละ300บาท!

สาวพนง.ห้างช็อก ถูกเรียกเก็บภาษี 32 ล้าน อ้างมีชื่อเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ทั้งที่มีรายได้แค่วันละ 300 บาท แถมถูกตำรวจพลิกลิ้นทำให้เสียกำลังใจ โอดไม่เคยจดทะเบียนบริษัทอะไรทั้งสิ้น ร่ำไห้เครียดอยากฆ่าตัวตาย อังคารที่ 7 กรกฎาคม 2563 เวลา 20.45 น.

      
เมื่อวันที่ 7 ก.ค.น.ส.นันทวรรณ  คุ้มศิริ อายุ 35 ปี ซึ่งทำงานเป็นพนักงานรายวันอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในย่านปู่เจ้าสมิงพราย ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ได้หอบเอกสารเข้าขอความเป็นธรรมกับ ดร.เกรียงศักดิ์  พินทุสรศรี ทนายความ ที่สำนักงานเกรียงศักดิ์และเพื่อนทนายความการบัญชี จำกัด ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 1287 ตลาดธรรมสาโรจน์ ถนนสุขุมวิท ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง สมุทรปราการ

หลังทราบว่าตัวเองตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายเรียก ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ได้ออกหมายเรียกให้ไปพบ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหา แจ้งข้อความเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ฯ ตามประมวลกฎหมายรัษฎากร ฯ ที่มี กรมสรรพากร เป็นโจทย์ยื่นฟ้องเรียกเก็บภาษีย้อนหลังเป็นเงินจำนวน 32 ล้านบาท กับ น.ส.นันทวรรณ  ซึ่งถูกระบุว่า มีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีอีเอ็นซี จำกัด



น.ส.นันทวรรณ เล่าทั้งน้ำตาว่า ตนเองตกเป็นผู้ที่ถูกกรมสรรพากร เรียกเก็บภาษี โดยกล่าวหาว่าตนเองมีชื่อเป็นประธานกรรมการผู้จัดการบริษัท ซึ่งไม่เคยทำหรือไปจดทะเบียนกับบริษัทอะไรเลย เพราะทำงานเป็นพนักงานของห้าง รายได้ก็วันละประมาณ 300 กว่าบาท ตกเดือนละไม่ถึงหมื่นบาท ไม่รู้ว่าตนเองถูกสวมสิทธิ์หรือว่าไปพลาดอะไรตรงไหน อยู่ ดี ๆ ก็มีหมายเรียกมาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เราก็ไปตามที่เขานัดและเราก็ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาว่าเราไม่รู้เรื่อง และก็ไม่ได้เป็นประธานกรรมการบริษัทนี้

แต่ล่าสุดเมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมาก็มีหมายเรียกส่งไปที่บ้านที่ต่างจังหวัด และแม่ตนเป็นคนรับหมาย ซึ่งเขาก็บอกว่าน้องมีชื่อตามนี้นะ และให้ไปติดต่อกับตำรวจที่ทำคดีนี้  เราก็ไปหาตามหมายเรียกเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว และตนก็ปฏิเสธเหมือน 4 ปีที่แล้วว่าไม่รู้เรื่อง และไม่เคยทำอะไรตามที่ถูกกล่าวหา แล้วตำรวจก็บอกว่าเดี๋ยวทำสำนวนเสร็จก่อนส่งอัยการ และจะโทรหา ต่อมาเจ้าหน้าที่ก็โทรมาบอกว่าทำสำนวนเสร็จแล้วเดี๋ยวเราไปอัยการกัน และเขาก็บอกว่าคดีน้องมันก็ไม่น่ากลัว น้องใช้ชีวิตได้ปกติขอแค่ไม่ผิดนัด และมาตามนัดก็พอ 



แต่พอเราไปตามนัดเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่ผ่านมา เขาก็พูดอีกแบบเลย พูดแบบว่าเรารู้สึกแย่ไปเลย บอกว่าน้องรับได้หรือเปล่า คดีแบบนี้มันรุนแรงนะมันเป็นคดีเศรษฐกิจ และถ้าเกิดน้องไม่มีเงินประกัน น้องติดคุกเลยนะ ตนเองก็เลยบอกว่าจะเอาเงินที่ไหนมาประกันตัวลูกก็ 4 คน แม่ก็อีกคนหนึ่ง ถ้าตนติดคุกใครจะเป็นคนส่งแม่กับลูก เขาก็บอกว่าเขาก็ทำตามหน้าที่ จากนั้นเขาก็เอาสำนวนขึ้นไปส่ง แล้วเขาก็มีใบอะไรสักอย่างมาให้ตนเซ็น  และบอกว่าตนต้องไปศาล ไปถามเขาว่าหลักทรัพย์ในการประกันตัวคดีหลีกเลี่ยงภาษีเท่าไหร่  ตนก็เดินไปถามเขาก็บอกว่าเงินประกันหลักทรัพย์ประมาณ 2 แสนบาท  เราก็ตกใจและถามว่าถ้าไม่มีเงินประกันจะทำอย่างไง เขาบอกว่าน้องก็ต้องติดคุก



น.ส.นันทวรรณ กล่าวว่า ตนก็ไม่รู้ว่าจะไปหามาจากไหน คนหาเช้ากินค่ำบางวันเงินจะกินข้าวก็ยังไม่มี แต่ต้องมาติดคุกทั้ง ๆ ที่ตนก็ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เราต้องจ่ายภาษีถึง 32 ล้านบาท ถ้าเราเป็นประธานบริษัท ตามที่ตนถูกกล่าวหาจริง ๆ เราจะมาเป็นลูกจ้างเขาทำไม ห้องเราจะมาเช่าเขาอยู่ทำไม ค่าเช่าเรายังจ่ายเขาไม่ตรงเลย เจ้าของตึกเขาไม่ไล่ตนออกไปนอนข้างนอกก็ดีแค่ไหนแล้ว จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย  คิดจนอยากจะฆ่าตัวตาย นั่งร้องไห้ทุกวัน นอนก็ไม่หลับ จนต้องกินยานอนหลับ ยืนยันว่าไม่รู้จักบริษัทนี้ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งตนเองเหมือนถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว  ทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย วันนี้เลยขอความเป็นธรรมที่สำนักงานทนายความดังกล่าว

ด้าน ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากที่ตนรับเรื่องมา ในวันที่ 13 ก.ค.ตนก็ต้องไปที่อัยการ เพื่อทำคำร้องขอความเป็นธรรม คงต้องยื่นดู แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะยื่นในวันที่ 12 ก.ค.หรืออาจจะยื่นก่อนที่จะขึ้นศาล เพราะว่าต้องการให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งตนจะทำคำร้องขอความเป็นธรรมขึ้นไป ซึ่งน้องเขามาขอความเป็นธรรมเขาไม่มีเงินเลย และไม่รู้จักกับบริษัทที่ถูกกล่าวหา น้องเขาไม่ผิดไม่อยากให้เขาติดคุก และคดีนี้ตนเองก็ไม่คิดค่าใช้จ่ายกับน้องเขา
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    96%
  • ไม่เห็นด้วย
    4%