อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 พฤษภาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 พฤษภาคม 2561
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ชาวภูฏานรักเมืองไทย ยึดหลักพอเพียงในหลวงร.9

ในโอกาสเสด็จฯ เยือนโรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ กรุงเทพฯ สมเด็จพระราชชนนีภูฏานทอดพระเนตรการศึกษาระบบอังกฤษ พร้อมทรงมีรับสั่งให้เด็กๆ คิดเสมอว่า "ฉันสามารถทำได้" พุธที่ 17 มกราคม 2561 เวลา 14.45 น.

สมเด็จพระราชชนนีดอร์จิ วังโม วังชุก พระอัครมเหสีพระองค์ที่ 1 ใน สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก พระบรมราชชนกในสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรภูฏานพระองค์ปัจจุบัน เสด็จฯ มาเยือนประเทศไทย และทรงเข้าเยี่ยมชมโรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ กรุงเทพฯ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินเข้าเยี่ยมชมของ ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์ ผู้ก่อตั้งและประธานคณะกรรมการกลุ่มโรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ โดยมี ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์ และครอบครัว มร.เชวัง โชเฟล ดอร์จิ เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรภูฏาน คณะอาจารย์ และนักเรียน เฝ้าฯ รับเสด็จอย่างอบอุ่น





ครั้นเสด็จฯ ถึงเมื่อเวลา 09.55 น. ทรงเข้ามายังภายในอาคารทรงลงพระนามในหนังสือของโรงเรียน แล้วเสด็จฯ ขึ้นยังห้องรับรองชั้น 4 โดยมีนักเรียนชาวภูฏานจำนวน13 คน เฝ้าฯ รับเสด็จ และทรงมีพระราชปฏิสันถาร ก่อนเสด็จฯ เข้าห้องประชุม ทอดพระเนตรการแสดงรำไทยของนักเรียนนานาชาติ การแสดงดนตรีของนักเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ที่ได้รับรางวัลระดับโลก และการแสดงของนักเรียนชาวภูฏาน พร้อมทรงมีพระราชดำรัสต่อคณะครูและนักเรียน ความว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาเยี่ยมชมที่โรงเรียน ตั้งแต่แรกเริ่มถึงปัจจุบันมีนักเรียนชาวภูฏานมาเรียนที่โรงเรียนรีเจ้นท์ รวม 54 คน และยังคงศึกษาอยู่ 13 คน ซึ่งเด็กที่มาเรียนที่นี่มีความขยัน เอาใจใส่เป็นอย่างมาก โดยเมื่อเรียนจบแล้วก็จะเตรียมกลับไปช่วยเหลือประเทศ บางคนก็จะไปถวายงานแด่กษัตริย์จิกมี





สำหรับมูลนิธิทารายานะ (Tarayana) เป็นมูลนิธิที่ให้ความช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสและเด็กยากจนในภูฏาน โดยจะมีนักเรียนจิตอาสาเข้ามาช่วยเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังมีทารายานะ สกูล คลับ มากกว่า 100 แห่งที่ไปช่วยในถิ่นทุรกันดารกว่า 20 พื้นที่ของประเทศ ซึ่งที่โรงเรียนรีเจ้นท์มีระบบการเรียนการสอนให้เด็กเก่งรอบด้าน มีจิตอาสา ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และให้เกียรติสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการเตรียมให้เด็กนักเรียนชาวภูฏานเติบโตอย่างมีศักยภาพ และฝากให้นักเรียนคิดอยู่เสมอว่า "ฉันสามารถทำได้" จากนั้นสมเด็จพระราชชนนีเสด็จฯ มายังอาคาร 3 ทอดพระเนตรห้องดนตรีและห้องรับรองผู้ปกครอง



การนี้ได้พระราชทานสัมภาษณ์ว่า การศึกษาช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้เป็นอย่างดี เนื่องจากไม่ได้มีนักเรียนจากประเทศภูฏานมาเรียนที่โรงเรียนรีเจ้นท์เท่านั้น แต่ยังมีเรียนในโรงเรียนอื่นๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และโรงเรียนในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ และยังมาเรียนในระดับมหาวิทยาลัยด้วย ซึ่งโดยมวลรวมของประเทศไทยแล้วเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจด้านการศึกษา 


ขณะเดียวกันด้วยสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงเคารพนับถือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และทรงยึดถือเป็นต้นแบบในการทรงงาน ทั้งนี้ชาวภูฏานก็มีความรักและเคารพในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นอย่างมากเช่นกัน พระองค์ทรงเป็นบุคคลพิเศษ เป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถมาก สิ่งที่ชาวภูฏานนำหลักของท่านไปใช้คือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยนำมาเป็นต้นแบบในการดำรงชีวิต 


นอกจากนี้ประเทศภูฏานมีอัตราดัชนีความสุขสูงที่สุดในโลก รัฐบาลของประเทศได้ให้ความสำคัญและนำไปปรับใช้ในการศึกษาของประเทศให้มีความสุข เพราะการเรียนต้องมีความสุข และอยากให้รัฐบาลไทยนำไปปรับใช้ด้วย


ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์ กล่าวว่า สำหรับการเสด็จฯ สมเด็จพระราชชนนีได้ทรงมีพระราชดำรัสขอบคุณสำหรับการให้การศึกษาที่ดีแก่นักเรียนที่พระองค์ทรงเลือกมาศึกษาที่โรงเรียนภายใต้โครงการชื่อว่า "ทุนสมเด็จพระราชชนนี" ซึ่งทางโรงเรียนได้มอบทุนการศึกษาเต็มอัตรา จำนวน 2 ทุน เพื่อเป็นไอบี ดิโพลมา (โรงเรียนนานาชาติระบบอังกฤษ) เป็นเวลา 2 ปี เป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่พ.ศ.2556 ขณะเดียวกันในพ.ศ.2547 ทางโรงเรียนได้ตั้งทุนชื่อ "โกลบอล คอนเน็ค" ให้แก่นักเรียนชาวภูฏานเฉพาะบุตรของข้าราชการระดับสูงที่ได้ถวายงานแด่พระราชาธิบดีด้วย ซึ่งทุนการศึกษาดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์อันดีและยาวนานระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักรภูฏาน

ทั้งนี้ สมเด็จพระราชชนนีดอร์จิ วังโม วังชุก ทรงเป็นผู้ก่อตั้งและประธานของมูลนิํิธิทารายานะ ทรงเน้นการฝึกอบรมพัฒนาเยาวชนที่มีศักยภาพสูงในเมืองเพื่อจะได้ช่วยแบ่งเบาพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านในการออกไปพัฒนาเยาวชนผู้ด้อยโอกาสในชนบทเป็นต้น ปัจจุบันมูลนิธิทำงานช่วยเหลือหมู่บ้านที่ห่างไกลในชนบท 350 แห่ง โดยนักเรียนทุนของสมเด็จพระราชชนนีนั้นได้รับการคัดเลือกโดยมูลนิธิทารายานะ มีเกณฑ์การคัดเลือกจากความสามารถด้านการเรียนและประสบการณ์ทำงานช่วยเหลือสังคมเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ได้รับทุนดังกล่าวมีทั้งสติปัญญาและจิตใจดี สมเด็จพระราชชนีทรงมีพระราชประสงค์ให้นักเรียนทุนได้ใช้โอกาสอย่างดีที่สุด เพื่อที่จะเติบโต เรียนรู้ก้าวไกลด้านการศึกษาและสังคม มีความเก่งรอบด้าน รับผิดชอบและมั่นใจในตัวเอง ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยพัฒนาให้โลกของเราน่าอยู่และมีความสงบยิ่งขึ้น

ด้านนายอนิช ไร อายุ 16 ปี นักเรียนชาวภูฏาน เยียร์ 12 หรือเทียบเท่าชั้นมัธยมศึกษา.5 กล่าวว่า เคยเดินทางมาประเทศไทยกับครอบครัวหลายครั้ง ที่ตัดสินใจมาเรียนที่เมืองไทย เพราะอยากจะมาเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์  ขณะที่ทั้งสองประเทศมีความคล้ายคลึงกันไม่ว่าการมีสถาบันพระมหากษัตริย์ มีประชาธิปไตย นับถือศานาพุทธ และร่ำรวยทางประเพณีวัฒนธรรม นอกจากนี้ภูฏานยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งโรงเรียนในเมืองไทยมีความหลากหลายด้านการศึกษาสามารถตอบโจทย์ความสนใจและสร้างประโยชน์ให้ตัวเองได้อนาคต ซึ่งหลังจากจบไฮสกูลแล้วตั้งใจจะเรียนต่อด้านการแพทย์แล้วกลับไปพัฒนาประเทศต่อไป


น.ส.ติกชา ชามา อายุ 16 ปี เยียร์ 12 นักเรียนทุนสมเด็จพระพระราชชนนี เผยว่า มาศึกษาที่ประเทศไทยประมาณ 6 เดือน ก่อนหน้านี้เคยมาท่องเที่ยงประเทศไทยกับครอบครัว ทั้งดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ และพัทยา จ.ชลบุรี คนไทยมีความน่ารักมาก เป็นกันเองและคอยช่วยเหลือเสมอ ทั้งในโรงเรียนและตามสถานที่ต่างๆ ด้วย ทำให้ไม่ต้องปรับตัวมากในการมาเมืองไทย และทุกคนพร้อมที่จะเปิดรับ
ขณะที่ภูฎานไม่มีโรงเรียนนานาชาติ เป็นเกียรติอย่างมากที่ได้รับทุนเพื่อมาศึกษาที่นี่ การได้รับทุนเป็นการเปิดโอกาสด้านการศึกษา และประทับใจเมืองไทยในด้านวัฒนธรรมที่มีเรื่องราวเหมือนกับภูฎาน รวมถึงประเพณีต่างๆ รวมถึงคนไทยและภูฎานมีความเหมือนกันที่มีความรักชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์