อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 15 สิงหาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 15 สิงหาคม 2561

ชาวภูฏานรักเมืองไทย ยึดหลักพอเพียงในหลวงร.9

ในโอกาสเสด็จฯ เยือนโรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ กรุงเทพฯ สมเด็จพระราชชนนีภูฏานทอดพระเนตรการศึกษาระบบอังกฤษ พร้อมทรงมีรับสั่งให้เด็กๆ คิดเสมอว่า "ฉันสามารถทำได้" พุธที่ 17 มกราคม 2561 เวลา 14.45 น.

สมเด็จพระราชชนนีดอร์จิ วังโม วังชุก พระอัครมเหสีพระองค์ที่ 1 ใน สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก พระบรมราชชนกในสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรภูฏานพระองค์ปัจจุบัน เสด็จฯ มาเยือนประเทศไทย และทรงเข้าเยี่ยมชมโรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ กรุงเทพฯ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินเข้าเยี่ยมชมของ ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์ ผู้ก่อตั้งและประธานคณะกรรมการกลุ่มโรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ โดยมี ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์ และครอบครัว มร.เชวัง โชเฟล ดอร์จิ เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรภูฏาน คณะอาจารย์ และนักเรียน เฝ้าฯ รับเสด็จอย่างอบอุ่น





ครั้นเสด็จฯ ถึงเมื่อเวลา 09.55 น. ทรงเข้ามายังภายในอาคารทรงลงพระนามในหนังสือของโรงเรียน แล้วเสด็จฯ ขึ้นยังห้องรับรองชั้น 4 โดยมีนักเรียนชาวภูฏานจำนวน13 คน เฝ้าฯ รับเสด็จ และทรงมีพระราชปฏิสันถาร ก่อนเสด็จฯ เข้าห้องประชุม ทอดพระเนตรการแสดงรำไทยของนักเรียนนานาชาติ การแสดงดนตรีของนักเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ที่ได้รับรางวัลระดับโลก และการแสดงของนักเรียนชาวภูฏาน พร้อมทรงมีพระราชดำรัสต่อคณะครูและนักเรียน ความว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาเยี่ยมชมที่โรงเรียน ตั้งแต่แรกเริ่มถึงปัจจุบันมีนักเรียนชาวภูฏานมาเรียนที่โรงเรียนรีเจ้นท์ รวม 54 คน และยังคงศึกษาอยู่ 13 คน ซึ่งเด็กที่มาเรียนที่นี่มีความขยัน เอาใจใส่เป็นอย่างมาก โดยเมื่อเรียนจบแล้วก็จะเตรียมกลับไปช่วยเหลือประเทศ บางคนก็จะไปถวายงานแด่กษัตริย์จิกมี





สำหรับมูลนิธิทารายานะ (Tarayana) เป็นมูลนิธิที่ให้ความช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสและเด็กยากจนในภูฏาน โดยจะมีนักเรียนจิตอาสาเข้ามาช่วยเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังมีทารายานะ สกูล คลับ มากกว่า 100 แห่งที่ไปช่วยในถิ่นทุรกันดารกว่า 20 พื้นที่ของประเทศ ซึ่งที่โรงเรียนรีเจ้นท์มีระบบการเรียนการสอนให้เด็กเก่งรอบด้าน มีจิตอาสา ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และให้เกียรติสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการเตรียมให้เด็กนักเรียนชาวภูฏานเติบโตอย่างมีศักยภาพ และฝากให้นักเรียนคิดอยู่เสมอว่า "ฉันสามารถทำได้" จากนั้นสมเด็จพระราชชนนีเสด็จฯ มายังอาคาร 3 ทอดพระเนตรห้องดนตรีและห้องรับรองผู้ปกครอง



การนี้ได้พระราชทานสัมภาษณ์ว่า การศึกษาช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้เป็นอย่างดี เนื่องจากไม่ได้มีนักเรียนจากประเทศภูฏานมาเรียนที่โรงเรียนรีเจ้นท์เท่านั้น แต่ยังมีเรียนในโรงเรียนอื่นๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และโรงเรียนในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ และยังมาเรียนในระดับมหาวิทยาลัยด้วย ซึ่งโดยมวลรวมของประเทศไทยแล้วเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจด้านการศึกษา 


ขณะเดียวกันด้วยสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงเคารพนับถือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และทรงยึดถือเป็นต้นแบบในการทรงงาน ทั้งนี้ชาวภูฏานก็มีความรักและเคารพในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นอย่างมากเช่นกัน พระองค์ทรงเป็นบุคคลพิเศษ เป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถมาก สิ่งที่ชาวภูฏานนำหลักของท่านไปใช้คือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยนำมาเป็นต้นแบบในการดำรงชีวิต 


นอกจากนี้ประเทศภูฏานมีอัตราดัชนีความสุขสูงที่สุดในโลก รัฐบาลของประเทศได้ให้ความสำคัญและนำไปปรับใช้ในการศึกษาของประเทศให้มีความสุข เพราะการเรียนต้องมีความสุข และอยากให้รัฐบาลไทยนำไปปรับใช้ด้วย


ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์ กล่าวว่า สำหรับการเสด็จฯ สมเด็จพระราชชนนีได้ทรงมีพระราชดำรัสขอบคุณสำหรับการให้การศึกษาที่ดีแก่นักเรียนที่พระองค์ทรงเลือกมาศึกษาที่โรงเรียนภายใต้โครงการชื่อว่า "ทุนสมเด็จพระราชชนนี" ซึ่งทางโรงเรียนได้มอบทุนการศึกษาเต็มอัตรา จำนวน 2 ทุน เพื่อเป็นไอบี ดิโพลมา (โรงเรียนนานาชาติระบบอังกฤษ) เป็นเวลา 2 ปี เป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่พ.ศ.2556 ขณะเดียวกันในพ.ศ.2547 ทางโรงเรียนได้ตั้งทุนชื่อ "โกลบอล คอนเน็ค" ให้แก่นักเรียนชาวภูฏานเฉพาะบุตรของข้าราชการระดับสูงที่ได้ถวายงานแด่พระราชาธิบดีด้วย ซึ่งทุนการศึกษาดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์อันดีและยาวนานระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักรภูฏาน

ทั้งนี้ สมเด็จพระราชชนนีดอร์จิ วังโม วังชุก ทรงเป็นผู้ก่อตั้งและประธานของมูลนิํิธิทารายานะ ทรงเน้นการฝึกอบรมพัฒนาเยาวชนที่มีศักยภาพสูงในเมืองเพื่อจะได้ช่วยแบ่งเบาพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านในการออกไปพัฒนาเยาวชนผู้ด้อยโอกาสในชนบทเป็นต้น ปัจจุบันมูลนิธิทำงานช่วยเหลือหมู่บ้านที่ห่างไกลในชนบท 350 แห่ง โดยนักเรียนทุนของสมเด็จพระราชชนนีนั้นได้รับการคัดเลือกโดยมูลนิธิทารายานะ มีเกณฑ์การคัดเลือกจากความสามารถด้านการเรียนและประสบการณ์ทำงานช่วยเหลือสังคมเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ได้รับทุนดังกล่าวมีทั้งสติปัญญาและจิตใจดี สมเด็จพระราชชนีทรงมีพระราชประสงค์ให้นักเรียนทุนได้ใช้โอกาสอย่างดีที่สุด เพื่อที่จะเติบโต เรียนรู้ก้าวไกลด้านการศึกษาและสังคม มีความเก่งรอบด้าน รับผิดชอบและมั่นใจในตัวเอง ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยพัฒนาให้โลกของเราน่าอยู่และมีความสงบยิ่งขึ้น

ด้านนายอนิช ไร อายุ 16 ปี นักเรียนชาวภูฏาน เยียร์ 12 หรือเทียบเท่าชั้นมัธยมศึกษา.5 กล่าวว่า เคยเดินทางมาประเทศไทยกับครอบครัวหลายครั้ง ที่ตัดสินใจมาเรียนที่เมืองไทย เพราะอยากจะมาเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์  ขณะที่ทั้งสองประเทศมีความคล้ายคลึงกันไม่ว่าการมีสถาบันพระมหากษัตริย์ มีประชาธิปไตย นับถือศานาพุทธ และร่ำรวยทางประเพณีวัฒนธรรม นอกจากนี้ภูฏานยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งโรงเรียนในเมืองไทยมีความหลากหลายด้านการศึกษาสามารถตอบโจทย์ความสนใจและสร้างประโยชน์ให้ตัวเองได้อนาคต ซึ่งหลังจากจบไฮสกูลแล้วตั้งใจจะเรียนต่อด้านการแพทย์แล้วกลับไปพัฒนาประเทศต่อไป


น.ส.ติกชา ชามา อายุ 16 ปี เยียร์ 12 นักเรียนทุนสมเด็จพระพระราชชนนี เผยว่า มาศึกษาที่ประเทศไทยประมาณ 6 เดือน ก่อนหน้านี้เคยมาท่องเที่ยงประเทศไทยกับครอบครัว ทั้งดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ และพัทยา จ.ชลบุรี คนไทยมีความน่ารักมาก เป็นกันเองและคอยช่วยเหลือเสมอ ทั้งในโรงเรียนและตามสถานที่ต่างๆ ด้วย ทำให้ไม่ต้องปรับตัวมากในการมาเมืองไทย และทุกคนพร้อมที่จะเปิดรับ
ขณะที่ภูฎานไม่มีโรงเรียนนานาชาติ เป็นเกียรติอย่างมากที่ได้รับทุนเพื่อมาศึกษาที่นี่ การได้รับทุนเป็นการเปิดโอกาสด้านการศึกษา และประทับใจเมืองไทยในด้านวัฒนธรรมที่มีเรื่องราวเหมือนกับภูฎาน รวมถึงประเพณีต่างๆ รวมถึงคนไทยและภูฎานมีความเหมือนกันที่มีความรักชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์