อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 มกราคม 2564

แสงแห่งพระราชา ส่องสว่างการศึกษา สร้างเยาวชนเป็นคนดีของแผ่นดินผ่านทุน ม.ท.ศ.

นักเรียนทุน ม.ท.ศ.เผยความรู้สึกหลังจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ใน พระราชทานทุนให้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนต่อ สามารถประกอบสัมมาอาชีพช่วยเหลือสังคมต่อไปในอนาคต จันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563 เวลา 14.14 น.

ทรงตระหนักในคุณค่า และความสําคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้มีคุณภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนับสนุนด้านการศึกษาให้สามารถนํามาใช้ประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว รวมถึงสามารถนำความรู้มาพัฒนาสังคมและประเทศชาติได้ เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนิน “โครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2552 ทรงนำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามพระราชปณิธานที่มุ่งสร้างความรู้ สร้างโอกาสแก่เยาวชนไทยที่ประพฤติดี มีความสามารถในการศึกษาให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มั่นคง ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถและศักยภาพแก่เยาวชนไทย



ในปี พ.ศ.2553 มีพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฏราชกุมาร (ม.ท.ศ.)” ทรงรับเป็นองค์ประธานกรรมการ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้นำโครงการทุนการศึกษาฯมาอยู่ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิฯ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนเด็กและเยาวชนไทยทั่วประเทศที่มีผลการเรียนดี ประพฤติดี มีคุณธรรม แต่ขาดโอกาสทางการศึกษาให้ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่องจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือเทียบเท่าในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ นับตั้งแต่วันที่ได้มีการจัดตั้งมูลนิธิฯ และทุกภาคส่วนได้ร่วมกันสานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันมีการจัดสรรทุนพระราชทานแก่นักเรียนผู้ผ่านการคัดเลือก เป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องไปแล้ว 12 รุ่น จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมกว่า 1,935 ราย โดยรุ่นที่ 12 ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานทุน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 พ.ย. ที่ผ่านมา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต



ส่วนหนึ่งของนักเรียนฯ ซอฟา-นายมูซซอฟฟัรร์ เจ๊ะฮะ นักเรียนชั้น ม. 4 โรงเรียนอัตตัรกียะห์อิสลามียะห์ จ.นราธิวาส นักเรียนทุนฯ รุ่นที่ 12 เล่าว่า จากที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจนต้องใช้ชีวิตด้วยความกระเบียดกระเสียร แต่เมื่อทางโรงเรียนแจ้งว่าเป็นหนึ่งในผู้ได้รับทุนพระราชทานเหมือนความฝันต่างๆ ที่เคยวาดไว้ในตอนเด็กมันกลับมาฉายสว่างในหัวใจอีกคร้ัง ครอบครัวมอยู่ด้วยกัน 6 คน พ่อกับแม่ต้องดูแลทุกคนในบ้าน บางครั้งตัวเองกับน้องต้องช่วยแม่ทำขนมไปขายตามตลาดนัด แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในบ้าน พอใกล้เรียนจบชั้น ม.3 เลิกฝันแล้วว่าจะได้เรียนต่อมัธยมศึกษาตอนปลายความคิดที่อยากเป็นหมอช่วยรักษาคนก็ดับวูบไป จนโรงเรียนให้สมัครทุนการศึกษาพระราชทาน จึงตัดสินใจสมัครทันที หลังทราบว่าได้รับคัดเลือกหัวใจเต็มไปด้วยความดีใจเพราะไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เรียนต่อ ความฝันที่เคยตั้งใจไว้ก็กลับมาฉายความสว่างอีกครั้ง ตั้งใจจะสอบเข้าคณะแพทย์ศาสตร์ให้ได้ ตอนนี้มีแรงใจคือน้ำพระราชหฤทัยของในหลวงที่พระราชทานลงมาให้แล้ว ที่เหลือจะใส่แรงกายต้ังใจอ่านหนังสือมุ่งมั่นหาความรู้ และประพฤติตัวเป็นเด็กดีต่อสังคมและประเทศชาติต่อไป เพื่อเป็นการสนองพระเดชพระคุณในพระมหากรุณาธิคุณที่ในหลวงทรงมีต่อเราและครอบครัว”

ที่ผ่านมาเป็นเด็กเรียนดีและเคยได้รับทุนการศึกษามาแล้วหลายโครงการ แต่ไม่มีทุนการศึกษาใดที่ทำให้ เพรียว-น.ส.คชธิดา คชราช นักเรียนชั้น ม. 4 โรงเรียนสตรีระนอง ปลาบปลื้มใจเท่ากับการได้รับคัดเลือกเป็นนักเรียนทุนฯ รุ่นที่ 12 เพราะโอกาสคร้ังนี้ทำให้มีความมุ่งมั่น และต้ังใจในการยึดอาชีพเป็นแม่พิมพ์ของชาติ เพื่อเป็นสะพานส่งต่อโอกาสทางการศึกษาและการนำวิชาความรู้ที่ได้เรียนมาไปพัฒนาตนเองและประเทศชาติต่อไป ที่โรงเรียนมีรุ่นพี่เป็นนักเรียนทุนฯ และรุ่นพี่ที่เป็นนักเรียนทุนฯ รุ่นที่ 1 ก็ได้มาบรรจุเป็นคุณครูที่โรงเรียน ทำให้มีความรู้สึกว่าอยากเดินรอยตามรุ่นพี่ จึงขอสมัครเข้ารับทุนฯ เพื่อได้มีโอกาสเรียนระดับช้ันที่สูงขึ้น และจะได้สอบเข้าเรียนคณะคุรุศาสตร์ตามที่ต้ังใจไว้ เมื่อทราบผลว่าได้รับการคัดเลือกวินาทีน้ันดีใจที่สุดในชีวิต เพราะอย่างน้อยได้ทำตามความฝันคือ การได้เรียนจนจบปริญญาตรี และกลับมาเป็นครูสอนหนังสือตามแบบอย่างรุ่นพี่ ตัวเองชอบอาชีพครูเพราะนอกจากมีส่วนช่วยสร้างคน ให้เป็นคนดีแล้ว ยังขอทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองเล็กๆ สอนให้ลูกศิษย์ทุกคนมีความรักและเคารพในสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ทรงอยู่คู่กับแผ่นดินไทยมาช้านาน ประเทศชาติของเรามีวันนี้ได้เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ทรงสละพระวรกาย สละพระราชทรัพย์เพื่อปกป้องและรักษาประเทศชาติไว้ได้จนถึงทุกวันนี้



ด้าน ก๊อต-ไวทยา เกิดมณี นักเรียนทุนฯ รุ่นที่ 3 เล่าว่า ชีวิตพลิกผันต้ังแต่ตอนจะขึ้นชั้น ม.4 ฐานะทางบ้านมีปัญหาคุณพ่อกับคุณแม่แยกทางกัน ด้วยความที่แม่ไม่เคยทำงานนอกบ้านมาก่อน ก็ต้องออกไปหางานทำเลี้ยงดูผมกับน้องที่อายุห่างกันไม่มาก เมื่อทราบว่าทางโรงเรียนเปิดให้เข้าสมัครสอบชิงทุนพระราชทานจึงรีบสมัครเพื่อแบ่งเบาภาระคุณแม่ และเมื่อทราบผลว่าได้รับการคัดเลือกก็ยิ่งทำให้เราดีใจขึ้นไปอีกเพราะเราจะได้มีโอกาสสานต่อความฝัน เมื่อได้รับทุนการศึกษาพระราชทานตอนช้ัน ม.4 ก็พยายามแบ่งเงินทุนส่วนหนึ่งสำหรับไว้ซื้อหนังสืออ่านเตรียมสอบเข้าคณะแพทย์ เพราะไม่มีเงินมากพอที่จะไปเรียนกวดวิชา ในที่สุดสอบเข้าศึกษาต่อคณะแพทย์ศาสตร์ ได้สำเร็จตามที่มุ่งหวังไว้ ตลอดระยะเวลา 9 ปีของการเป็นนักเรียนทุนฯ ได้เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์มากมาย โดยเฉพาะการปลูกฝังในเรื่องจิตอาสา การบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง สังคมและประเทศชาติ ซึ่งหลังจากนี้จะกลับไปเป็นคุณหมอที่โรงพยาบาลปัตตานี ช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยยากไร้ ในฐานะคุณหมอคนหนึ่ง อันเป็นการตอบแทนบุญคุณบ้านเกิดเมืองนอนและประเทศชาติ

ฝน-นางสาวกนกวรรณ จันทร์อยู่ นักเรียนทุน ฯ รุ่นที่ 3 สาวสวยเมืองสองแคว จ.พิษณุโลกที่พึ่งสำเร็จการศึกษา คณะทันตแพทยศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับ 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลือกเดินหนีความศิวิไลซ์ในเมืองกรุง กลับไปทำงานเป็นหมอฟันประจำโรงพยาบาลอำเภอ อย่างโรงพยาบาลเนินมะปราง เพื่อดูแลสุขภาพช่องปากและฟันให้แก่คนในบ้านเกิดของตัวเองอันเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินและประเทศชาติ ระหว่างใช้ชีวิตเป็นนักเรียนทุนฯ ต้ังแต่ชั้นมัธยมปลายนอกจากการรักษาคุณความดีให้สมกับการเป็นนักเรียนทุนแล้ว สิ่งหนึ่งที่ได้รับการปลูกฝังมาโดยตลอดคือการมีจิตใจเป็นจิตอาสา ทำความดีให้แก่สังคมและประเทศชาติ เมื่อสำเร็จการศึกษาดั่งความฝัน หน้าที่ต่อไปคือ การนำความรู้ที่ได้เล่าเรียนมากลับไปตอบแทนบุญคุณแผ่นดินเกิดตัวเองด้วยการช่วยเหลือและดูแลพี่น้องในชุมชนหมู่บ้านและอำเภอให้มีชีวิตและสุขภาพที่ดี แม้ไม่ร่ำรวยเหมือนดั่งเป็นหมอในเมืองใหญ่ แต่ก็ทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยความสุข ที่ได้อยู่พร้อมหน้าครอบครัว และยังได้รับใช้บ้านเกิดเมืองนอนถือเป็นการตอบแทนแผ่นดินอีกประการหนึ่ง อันเป็นการตอบแทนในพระมหากรุณาธิคุณที่ในหลวงทรงมีต่อพวกเราทุกคน.