อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มีนาคม 2564

แสงแห่ง "ธรรมราชา" สายธารแห่งพระมหากรุณาธิคุณ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานทรัพย์จำนวน 4.5 ล้านบาท สมทบทุนจัดซื้อที่ดินมัสยิดกลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ในการมาปฏิบัติศาสนกิจของชาวไทยเชื้อสายมุสลิม พุธที่ 20 มกราคม 2564 เวลา 16.12 น.

นับตั้งแต่พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ที่ปวงพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าได้ซาบซึ้งใจกับพระราชกรณียกิจด้านการศานาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก ทรงเจริญรอยตามสมเด็จบูรพมหากษัตริยาธิราชแห่งมหาจักรีราชวงศ์ทุกพระองค์ อันแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่อย่างมั่นคงในผืนแผ่นดินไทย ผ่านพระราชกรณียกิจด้านการศาสนาที่พระองค์ทรงปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างเรื่อยมาอันเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวไทยทุกหมู่เหล่า อีกทั้งทรงดำเนินพระราชกรณียกิจต่างๆ อันเป็นประโยชน์โดยตรงแก่พสกนิกรของพระองค์ โดยไม่ทรงถือความแตกต่าง ในด้านศาสนา เชื้อชาติและชาติพันธุ์แต่ประการใด



ภาพความแออัดคับแคบเบียดเสียดของเหล่าพี่น้องชาวไทยเชื้อสายมุสลิม จ.นครศรีธรรมราช ในการมาปฏิบัติศาสนกิจที่มัสยิดกลาง ตั้งอยู่บนพื้นที่หมู่ 3 ต.นาทราย อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ที่มีขนาดพื้นที่จำนวน 7 ไร่ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรองรับชาวไทยเชื้อสายมุสลิม ทั้งในจังหวัดนครศรีธรรมราชและชาวไทยเชื้อสายมุสลิมที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังสถานที่ใกล้เคียง และมาทำพิธีละหมาดในมัสยิด ครั้นภาพความเดือดร้อนของพสกนิกรในพระองค์ทราบถึงฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระราชทรัพย์จำนวน 4,500,000 บาท ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อสมทบทุนในการจัดซื้อที่ดินของมัสยิดกลางจังหวัดนครศรีธรรมราช เพิ่มเติมเป็นเนื้อที่จำนวน 7 ไร่ 53.5 ตารางวา เพื่อให้พี่น้องชาวไทยเชื้อสายมุสลิม ได้มีพื้นที่เพิ่มในการปฏิบัติศาสนกิจ การประกอบกิจกรรมทางศาสนา และเป็นแหล่งการเรียนการสอนด้านศาสนาของประชาชนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง



พยูร มาลา รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช เล่าถึงความเป็นมาของมัสยิดกลางจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า แม้ในจังหวัดนครศรีธรรมราชจะมีมัสยิดประจำหมู่บ้านตำบลต่างๆ ถึง 127 แห่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นในปี พุทธศักราช 2518 จึงได้มีการดำเนินการจัดสร้างมัสยิดกลางประจำจังหวัดขึ้น บนพื้นที่ 7 ไร่เศษ เปิดทำการอย่างเป็นทางการเมื่อปี พุทธศักราช 2560 “หลังจากสร้างมัสยิดกลางเสร็จก็ได้มีการเปิดทำการในปี 2560 แต่เนื่องจากชาวไทยเชื้อสายมุสลิมในจังหวัดที่มีมากขึ้นรวมถึงจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลางของการเดินทางไปท่องเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเชื้อสายมุสลิมแวะเวียนมาประกอบศาสนกิจที่นี่อยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้สถานที่แห่งนี้ดูคับแคบและเล็กลงไปถนัดตา ทางคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดจึงมีแนวคิดที่จะขยับขยายมัสยิดให้มีขนาดเพิ่มขึ้น จึงตัดสินใจดำเนินการจัดซื้อที่ดินที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกันเพิ่มอีก 7 ไร่ 53.5 ตารางวา โดยใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งหมดจำนวน 9,000,000 บาท” รองประธานคณะกรรมการอิสลามฯ กล่าว



เมื่อมีแผนการก่อสร้างมัสยิดแห่งใหม่เพื่อให้เป็นศูนย์รวมใจของคนในจังหวัด ทางคณะกรรมการจึงได้มีการขอรับบริจาคจากชาวไทยเชื้อสายมุสลิมในจังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยความพร้อมเพรียงกันของคนในพื้นที่ สามารถระดมทุนได้ถึง 4,500,000 บาท แต่กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอต่อการจัดสร้างเพราะยังเหลือค่าที่ดินอีกถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งยังมีไม่เพียงพอสำหรับการจ่ายค่าที่ดิน กระทั่งภาพความเดือดร้อนใจในการดำเนินการจัดสร้างสิ่งปลูกสร้างมัสยิดกลาง จ.นครศรีธรรมราช ทราบยังฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์จำนวน 4,500,000 บาท สำหรับการจ่ายค่าที่ดิน เงินพระราชทานจำนวนนี้เปรียบดั่งสายธารแห่งพระมหากรุณาธิคุณที่มาปลอบประโลมให้หัวใจชาวไทยเชื้อสายมุสลิมให้ร่มเย็นมีกำลังใจที่เข้มแข็ง ได้มีสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาอันเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ



พยูร เผยความรู้สึกว่า “วันที่ทราบข่าวว่าในหลวงจะพระราชทานเงินอีกครึ่งที่เหลือในการจัดซื้อที่ดิน พวกเราไทยเชื้อสายมุสลิมทุกคนดีใจและซาบซึ้งสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เพราะตอนนั้นพวกเราทุกคนก็มืดแปดด้านไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหนไปจ่ายค่าที่ดิน วันนั้นพอทราบข่าวดีนี้หัวใจพวกเราทุกคนพองโต และมีความสุขที่สุดไม่มีแผ่นดินไหนที่อยู่แล้วมีความสุขที่สุดเหมือนแผ่นดินไทย เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ที่ทรงรักพสกนิกรของพระองค์ทุกหมู่เหล่าทุกเชื้อชาติศานาอย่างเท่าเทียมกัน”



นับเป็นสายธารแห่งพระมหากรุณาธิคุณของปวงพสกนิกรชาวไทย ที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงรัก ทรงสานต่อและถักทอสายใยความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทุกเชื้อชาติ ศาสนา อยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์และร่มเย็นภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร.