อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม 2561

เหลียวหน้าแลหลัง วิกฤติมหาอุทกภัย สัญญาณเตือน! "ฝน-น้ำ" มาแล้ว - ตรวจความพร้อม สู้ภัยน้ำท่วม'55

จันทร์ที่ 17 กันยายน 2555 เวลา 00.00 น.

จากมวลน้ำปริมาณมหาศาล ที่ถาโถมเล่นงานประเทศไทยในช่วงปลายปี พ.ศ. 2554 หลายจังหวัดในพื้นที่ ตั้งแต่ภาคเหนือ กลาง รวมถึงหลายเขตพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ต้องกลายเป็นเมืองบาดาล ถือเป็น วิกฤติมหาอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ สร้างความเสียหายย่อยยับอย่างไม่เคยมีมาก่อน หลังผ่านพ้นวิกฤติไปได้แล้ว ทางกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ จึงได้รวบรวมข้อมูลเหตุการณ์มหาอุทกภัยใหญ่ที่เกิดขึ้นมานำเสนอให้เห็นภาพรวมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มต้นของน้ำท่วม ไปจนถึงพื้นที่ความเสียหายแต่ละแห่ง รวมไปถึงปัญหาขัดแย้งการเมืองไทยที่ยังเล่นกันไม่เลิกทั้งที่น้ำท่วมประชาชนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเหือดหายไปจากสังคมไทยก็คือ “พลังน้ำใจ” เมื่อมีพ่อแม่พี่น้องร่วมชาติได้รับความเดือดร้อน  น้ำใจไทยต่างก็พยายามช่วยเหลือผู้ประสบภัยกันทุกรูปแบบ แล้วแต่กำลังทรัพย์หรือกำลังกายของตัวเองที่จะทำได้

เหตุมหาอุทกภัยใหญ่ที่ผ่านมา นับเป็นบทเรียนย้ำเตือนความทรงจำให้ประชาชนคนไทยได้อย่างดีว่า “ภัยธรรมชาติ” ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ไม่คาดฝันก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ที่สำคัญนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ภัยธรรมชาติใหญ่ที่เคยเล่นงานประเทศไทยมาแล้ว มีทั้งเหตุการณ์คลื่นยักษ์ “สึนามิ” เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2547 พัดถล่มเกาะภูเก็ต พังงา และอีกหลายจังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ปลายปี พ.ศ. 2554 มหาอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ เล่นงานประเทศไทยรวม 64 จังหวัด ค่าเสียหายย่อยยับอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สำนักข่าวต่างประเทศ ถึงกับรายงานเหตุการณ์มหาอุทกภัยใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย อาจเปรียบเทียบได้ว่าเป็น “สึนามิน้ำจืด”

จากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา กำลังจะใกล้ครบ 1 ปีเต็ม ทางกองบรรณาธิการ นสพ.เดลินิวส์ จึงได้จัดทำรายงานพิเศษ “ความพร้อม สู้ภัยน้ำท่วม’55” ขึ้นมานำเสนอ ตั้งแต่วันที่ 17-25 ก.ย. อย่างน้อยทำให้ผู้อ่านได้เห็นว่า สถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยเรามีความพร้อมสู้ภัยรับมือน้ำท่วมกันไปถึงไหนแล้ว? 

ย้อนหลังกลับไปดูข้อมูลปี 2554  มวลน้ำปริมาณมหาศาลจากทางภาคเหนือค่อย ๆ ไล่ลงมายังภาคกลาง พื้นที่ปริมณฑล ก่อนจะเข้ามาหยุดชะงักอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย  ไม่ใช่จู่ ๆ จะมาถึงแบบพรวดพราดใช้เวลานานนับเดือนกว่าจะมาสะดุดที่เมืองกรุง แม้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เกือบทุกพื้นที่พยายามจะต่อสู้เพื่อเอาชนะธรรมชาติ สารพัดรูปแบบแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแนวเขื่อน ระดมถุงทรายขนาดเล็ก ถุงใหญ่ (บิ๊กแบ็ก) มาทำแนวขวางกั้น ระดมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่มาสู้ศึก แต่ก็ไม่อาจต้านทานไหว

เมื่อเจาะลงลึกไปที่มวลน้ำมหาศาลมาจากไหนนั้น? ข้อมูลระบุได้ชัดเจนว่า มีพายุฝนถล่มเล่นงานประเทศไทยมาตั้งแต่เดือน มิ.ย. 54 เริ่มจากลูกแรก พายุไหหม่า พายุโซนร้อนลูกแรกที่พัดเข้าทางภาคเหนือตอนบน ประเทศไทย (ระหว่างวันที่ 24-26 มิ.ย.)  เกิดน้ำท่วมฉับพลันจ.น่าน  ต่อมาวันที่ 31 ก.ค. พายุนกเตน พัดถล่มประเทศเวียดนาม ลาว จากนั้นอ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมภาคเหนือ จากนั้นวันที่ 27 ก.ย. พายุหมุนเขตร้อน ชื่อ พายุไห่ถาง เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองเว้ ประเทศเวียดนาม และอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน เล่นงานที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของไทย  ถัดจากนั้นแค่ 3 วัน วันที่ 30 ก.ย. พายุเนสาด  ซึ่งเป็นพายุโซนร้อน พัดเข้าภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ สำหรับพายุลูกที่ห้า พายุนาลแก เป็นพายุลูกสุดท้ายที่พัดเข้าไทยช่วงวันที่ 6-8 ต.ค.
 
หากเทียบข้อมูลในปี 2554 และสถานการณ์ปัจจุบัน จะเห็นได้ชัดเจนว่า ปีที่แล้วน้ำท่วมมาเร็วมาก เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมิ.ย. กระทั่งเดือนส.ค. น้ำท่วมเริ่มแพร่วงกว้างลงมาจากภาคเหนือตอนล่าง จนวันที่ 25 ส.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงนามตั้ง ศูนย์อำนวยการแก้ไขวาตภัย อุทกภัย ดินโคลนถล่ม โดยมอบหมายให้ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย เป็นประธาน เรียกว่ารัฐบาลพยายามตั้งศูนย์มาตั้งแต่เดือน ส.ค.

จากปลายเดือนสิงหาคมจนถึงต้นเดือนตุลาคม เพียงเวลาเดือนกว่า ๆ เท่านั้นเอง!! มวลน้ำท่วมขังในพื้นที่ทั้งภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนอยู่แล้ว เริ่มไหลบ่าลงมาด้านล่าง และยิ่งมาเจออิทธิพลของพายุโซนร้อน 2 ลูกสุดท้าย นอกจากจะส่งผลทำให้เกิดฝนตกหนักลงมา ผสมกับน้ำที่ถูกปล่อยออกมาจากเขื่อนใหญ่ จากน้ำท่วมจึงกลายเป็น มวลน้ำปริมาณมหาศาล ทยอยโจมตีพื้นที่จังหวัดทางภาคกลางก่อนจะเข้าสู่ปริมณฑลและกรุงเทพมหานครในที่สุด!!

นับเป็นเรื่องดีที่เราได้มีโอกาสย้อนไปมองข้อมูลในอดีตที่เพิ่งผ่านมาไม่นานไม่ถึงปี และเมื่อมามองสถานการณ์ปัจจุบันขณะนี้ ได้มีโอกาสเห็นการทำงานของรัฐบาล จะเรียกว่าเป็นช่วงโหมโรงเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมทั้งของรัฐบาล รวมไปถึง กทม. แทนที่หน่วยงานของรัฐด้วยกัน

ทั้งคู่จะร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไขปัญหาข้อผิดพลาดที่ผ่านมา ปรากฏว่ายังคงเล่นเกมการเมืองกันเหมือนเดิม ต่างคนต่างเดินกันไปคนละทางก็ไม่ผิดเพี้ยน
ต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลถือโอกาสเดินเครื่องซ้อมใหญ่ ระบายน้ำทางฝั่งตะวันตกของกทม.ผ่านทางประตูน้ำคลองทวีวัฒนา ในวันที่ 5 ก.ย. เพื่อทดสอบระบบทั้งการผลักดันน้ำและระบายน้ำ แม้ผลจะออกมาราบรื่น แต่ก็ดูเหมือนจะวัดผลไม่ได้ชัดเจนสักเท่าไรนักเพราะปริมาณน้ำที่ปล่อยมานั้นน้อยเกินไป แต่พอจะถึงคิวซ้อมใหญ่วันที่ 7 ก.ย. ระบายน้ำทางฝั่งตะวันออก ที่ กทม.ค่อนข้างหวาดวิตกมากเป็นพิเศษเกรงจะเกิดปัญหา เพราะสภาพลำคลองฝั่งตะวันออกค่อนข้างมีอุปสรรค ผ่านพื้นที่ชุมชนหลายแห่งตั้งแต่สายไหม สะพานใหม่ แจ้งวัฒนะ บางบัว ลาดพร้าว ฯลฯ จึงกลัวจะเกิดผลกระทบบานปลาย

จากผลพวงตลอดช่วงคืนวันที่ 6 ก.ย. ได้มีฝนตกอย่างต่อเนื่องในพื้นที่กทม.  ส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมขังย่านบางเขน พหลโยธิน และลาดพร้าว ซึ่งเป็นจุดที่กำลังจะมีการทดสอบระบายน้ำฝั่งตะวันออก ทางคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ต้องสั่งเลื่อนการซ้อมใหญ่ออกไปกะทันหันในช่วงกลางดึก และเป็นหน่วยงานกทม.เองที่เป็นฝ่ายซ้อมใหญ่แทนรัฐบาล ก็ต้องระดมเจ้าหน้าที่มาช่วยกันระบายน้ำที่ท่วมขังบริเวณริมคลองบางบัว ลาดพร้าว ทั้งเร่งสูบและผลักดันน้ำกันยกใหญ่

หากไม่อยากมองในแง่ลบ เรื่องร้าย ๆ กลายเป็นดี! งานนี้จึงได้เห็นข้อบกพร่องอย่างชัดเจนว่า ฝนตกลงมาไม่ทันไรมีหลายพื้นที่ใน

กทม. ยังมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นท่อระบายน้ำหรือลำคลองบางช่วงที่ยังไม่มีการขุดลอกจริงจัง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลแม้ทาง กบอ. จะไม่ได้ซ้อมใหญ่ทางฝั่งตะวันออกของเมืองกรุง แต่ในห้วงเวลาเดียวกันได้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันในพื้นที่ภาคเหนือ จนเกิดน้ำท่วมฉับพลันใน จ.ลำปาง ส่วน จ.ลำพูน เจอน้ำป่าพัดลงมาจากภูเขาทำให้ทางรถไฟขึ้นเหนือขาดสะบั้น นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม ต้องสั่งระดมสรรพกำลังหลายส่วน ทั้งเครื่องจักรและรถแบ๊กโฮ เข้าไปแก้ไขซ่อมแซมอยู่หลายวัน กระทั่งช่วงบ่ายวันที่ 11 ก.ย. รถไฟเริ่มวิ่งได้ตามปกติ

ขณะเดียวกันสถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.สุโขทัย หลังจากฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันทำให้ระดับน้ำยม มีปริมาณสูงและไหลแรงจนกัดเซาะแนวพนังกั้นน้ำในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยพังเสียหาย ก่อนที่น้ำจะไหลบ่าทะลักเข้าท่วมตัวเมือง เบื้องต้นจึงต้องแก้ไขด้วยวิธีการนำถุงทราย (บิ๊กแบ็ก) และทำกรงตาข่ายบรรจุหิน (เกเบียน) ระดมไปวางแนวขวางกั้นเอาไว้ได้สำเร็จแล้วใช้เครื่องสูบน้ำระบายออกเพื่อลดปริมาณน้ำท่วมในเขตตัวเมืองสุโขทัย ทั้งนี้วันที่ 13 ก.ย. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะได้เดินทางลงไปตรวจพื้นที่น้ำท่วม ใน จ.สุโขทัย และพื้นที่ใกล้เคียงทั้ง นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา เพื่อรับฟังปัญหาด้วยตนเอง 

ภาพทางรถไฟขาดสะบั้น จ.ลำพูน น้ำยมท่วมทะลักตัวเมืองสุโขทัย เริ่มไหลบ่าลงมาจังหวัดด้านล่าง ส่วนเมืองกรุงเก่าอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มหลายอำเภอ ไม่ว่าจะเป็นอ.บางบาล อ.เสนา น้ำเริ่มปริ่มเต็มท้องไร่ ท้องนา แถมขยับมาใต้ถุนบ้าน เรียกว่าสร้างความขวัญผวามิใช่น้อยกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่เคยประสบภัยถูกน้ำท่วม  ขณะนี้จะว่าไปแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุก ๆ ฝ่ายยังพอมีเวลา รีบเร่งในการทำงาน ตรวจดูความพร้อมทุก ๆ ด้าน ว่ายังมีจุดไหนที่ขาดตกบกพร่องจะได้เข้าไปแก้ไข โดยเฉพาะ ’เส้นทางการระบายน้ำ“ ที่จะช่วยแบ่งเบาระบายน้ำมหาศาลจากทางภาคเหนือออกสู่ทะเลนั้น ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางฝั่งตะวันตก-ฝั่งตะวันออก สภาพความพร้อม เป็นเช่นไร?

สถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นสัญญาณเตือนบอกเหตุได้อย่างดี ?  ไม่ว่าจะในพื้นที่ต่างจังหวัดหรือกทม. ดังเช่นเมื่อเย็นวันศุกร์ 14 ก.ย. ฝนถล่มกรุงไม่กี่ชั่วโมง ตามท้องถนนหลายจุดก็เจอน้ำท่วมขังเล่นงานซะอ่วมอรทัย!!.

เกรียงไกร บัวศรี



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

คำสำคัญ

บอกต่อ : 0