อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 21 กันยายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 21 กันยายน 2564

การลงโทษทางวินัยของ ป.ป.ช.

เสาร์ที่ 7 กรกฎาคม 2555 เวลา 00.00 น.

เรียน อาจารย์พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์

ตามที่อาจารย์เคยเขียนไว้ในคอลัมน์กฎหมายข้างตัวว่า การที่มาตรา ๙๒ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการที่ถูกกล่าวหาต้องลงโทษทางวินัยตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดมาไม่สามารถพิจารณาลงโทษเป็นอย่างอื่นได้และท่านอาจารย์ว่าเป็นการที่มาตรานี้บัญญัติเกินอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๐ และมาตรา ๑๙ ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติไว้

บัดนี้ มีคดีปกครองที่อดีตอธิบดีกรมสรรพากร นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ ฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ออกของกระทรวงการคลังที่ลงโทษตามสำนวนของ ป.ป.ช.ดังกล่าว และศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษดังกล่าวแล้ว เป็นที่สนใจของข้าราชการมาก จึงขอความเห็นจากท่านอาจารย์ในเรื่องนี้ครับ
ข้าราชการพลเรือนแฟนเดลินิวส์

กระผมขออนุญาตพูดคุยกันแบบลูกทุ่งนุ่งโสร่งไม่สวมเสื้อหนีบไก่ชนเดินฝ่าแดดลัดทุ่งไปบ่อนไก่ตามประสา ไม่มีบรรยากาศทางวิชาการแบบอาจงอาจารย์มาให้ปวดหัวดังนี้

คดีนี้ ท่านอดีตอธิบดีกรมสรรพากรถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดว่ากระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหาต้องโทษประหารทางวินัยอย่างร้ายแรงถูกไล่ออกจากราชการ แถมพ่วงด้วยถูกดำเนินคดีอาญาตามออพชั่น

ผู้บังคับบัญชาต้องพิจารณาโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก กระทรวงการคลังจึงพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหาตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลดังกล่าว

ตามมาตรา ๙๒ แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่เคยคุยกันมาแล้วว่าน่าจะบัญญัติอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในมาตรานี้เกินไปกว่าที่กำหนดไว้ตามมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน และมาตรา ๒๕๐ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ซึ่งให้อำนาจเฉพาะ การไต่สวนและวินิจฉัยในข้อกล่าวหาการทุจริตหรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

และเมื่อมีคำพิพากษาฉบับนี้ออกมา ดูเหมือนจะยิ่งชี้ปัญหาของมาตรานี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นดังที่กระผมจะได้พรรณนาเฉพาะในข้อกฎหมายเป็นกับแกล้มกาแฟยามเช้าของท่านผู้อ่านดังต่อไปนี้

ปรากฏว่าในการอุทธรณ์โทษไล่ออกของท่านผู้ถูกกล่าวหาต่อสำนักงาน ก.พ. ตามสิทธิในมาตรา ๙๓ แห่งกฎหมายฉบับเดียวกันหลังจากที่ปลัดกระทรวงการคลังมีคำสั่งไล่ออก

ไล่ออกโดยตั้งข้อสังเกตว่าผลการปฏิบัติหน้าที่ราชการของท่านอธิบดีได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการที่มีคุณประโยชน์ต่อทางราชการมาโดยตลอดและจากการตรวจสอบประวัติการรับราชการไม่เคยมีประวัติการถูกลงโทษทางวินัยมาก่อน

ท่านปลัดกระทรวงไล่ไปชมไป

ในการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งโดยอำนาจของมาตรา ๙๒ สำนักงาน ก.พ. ผู้พิจารณาอุทธรณ์ จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงฐานความผิดทางวินัยตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. วินิจฉัยว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงแล้วไม่ได้

จึงทำได้แค่ลดโทษเป็นปลดออกจากราชการ โดยแจ้งผลการพิจารณาว่า อุทธรณ์รับฟังได้ และมีความเห็นว่า ผู้อุทธรณ์ได้ใช้ความระมัดระวังในการวินิจฉัย (เหตุที่ถูกฟ้องคดี) ตามควรแก่กรณีแล้ว ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนพอที่แสดงให้เห็นข้อพิรุธว่าผู้ฟ้องคดีมีการติดต่อกับผู้เสียภาษี หรือได้รับความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่เป็นกรณีพิเศษจากการดำเนินการเรื่องนี้ รวมทั้งไม่มีพยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าผู้ฟ้องคดีมีมูลเหตุจูงใจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ใด กรณีจึงมีเหตุอันควรลดโทษจากไล่ออกเป็นปลดออกจากราชการ

สำนักงาน ก.พ. ปลดไปชมไป

ทำแบบนี้มีความเห็นช่วยพวกเดียวกันหรือเปล่าหือ นี่แหละที่กฎหมาย ป.ป.ช.ท่านกลัวจึงมัดมือการลงโทษไว้ดังกล่าว

ปัดโธ่เอ๊ยยย ดูข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาฉบับดังกล่าว ของจริงล้วน ๆ กันดีกว่าว่าที่กล่าวหาท่านอดีตอธิบดีกรมสรรพากรทำผิดทำชั่วนี่ศาลท่านว่ายังไง

โดยข้อเท็จจริงที่คู่กรณีโต้แย้งปรากฏต่อศาลทั้งสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.ทั้งหมดแล้ว ศาลปกครองกลางตรวจพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การดำเนินการในการวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องภาษีดังกล่าวของผู้ฟ้องคดี (ท่านอธิบดี)เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้บังคับบัญชาโดยสุจริตและโดยชอบด้วยกฎหมาย

การที่จะพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีได้กระทำการโดยไม่สุจริตหรือมีพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่ามีเจตนาช่วยเหลือ(บุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี)หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้รับประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น

ต้องแสดงให้เห็นถึงขนาดที่เชื่อได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวกับการให้ความเห็นทางกฎหมายของผู้ฟ้องคดีอย่างไรหรือผู้ฟ้องคดีมีพฤติการณ์เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตโดยตรงอย่างไร และประการสำคัญต้องพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีมีเจตนาในการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยเจตนาเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้โดยชัดแจ้งหรือไม่

ต้องขอรบกวนท่านผู้อ่านกรุณาเก็บหน้านี้ไว้ไปต่อเสาร์หน้า เรื่องมันยาวครับผม.



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 0