อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2561

พัฒนาคุณภาพ-ส่งออก ขยายตลาดเพื่อชาวสวนลำไย

พฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม 2555 เวลา 00.00 น.

ได้รับการชื่นชมว่าเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องของผลไม้ ที่มีให้เลือกรับประทานได้ตลอดปี แถมยังมีให้เลือกหลากหลายชนิด
   
ถ้าเป็นในช่วงนี้เห็นจะหนีไม่พ้น ลำไย ซึ่งจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือนกรกฎาคม–กันยายนของทุกปี แต่ที่ผ่านมาการแข่งขันของบรรดาเกษตรกรชาวสวนลำไย ที่ต้องการให้ผลผลิตออกสู่ตลาดก่อนรายอื่น ๆ เพื่อให้ได้ราคาสูง ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านคุณภาพ ขณะเดียวกัน เมื่อชาวสวนเก็บเกี่ยวผลผลิตพร้อมกันก็ส่งผลให้เกิดลำไยล้นตลาด และมีผลทำให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำตามมา
   
ลำไย ถือเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่มีความต้องการทั้งตลาดภายในประเทศ และตลาดต่างประเทศ ซึ่งสามารถหารับประทานได้หลายรูปแบบ ทั้งลำไยสด  ลำไยแช่แข็ง  ลำไยกระป๋อง  และลำไยอบแห้ง  แหล่งปลูกลำไยสำคัญของประเทศ และได้รับการรับรองว่าเป็นลำไยคุณภาพ คือ พื้นที่ภาคเหนือ แถบจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา น่าน ส่วนที่ลำปาง แม่ฮ่องสอน แพร่ จะมีพื้นที่ปลูกบ้างประปราย แต่ลำไยในภาคเหนือจะออกสู่ตลาดช้ากว่าที่อื่นเล็กน้อยคือในช่วงสิงหาคมและกันยายน
   
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาต่าง ๆ ของเกษตรกรผู้ผลิตลำไย จึงมีเป้าหมายว่า จะทำอย่างไรให้คนในประเทศสามารถได้รับประทานลำไยคุณภาพได้ทั่วประเทศ และจะช่วยเกษตรกรในการกระจายสินค้า ตลอดจนเพิ่มรายได้ ได้อย่างไร จึงได้มอบหมายให้สำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เร่งทำความเข้าใจกับกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพลำไย ควบคู่กับการเตรียมแผนรองรับการนำลำไยเป็นสินค้าส่งออก
   
ประเทศจีน นับเป็นตลาดอันดับ 1 ของไทยของการส่งออกลำไย เพราะคนจีนถือเป็นผลไม้มงคล ซึ่งเปรียบเปรยลำไยว่าเป็น หลง-เหยี่ยน หรือ “ตามังกร” อันเป็นสัญลักษณ์ของฮ่องเต้ หมายถึงความมีอำนาจ นอกจากนี้นิยายของชาวจีนยังเชื่อว่าลำไยคือ ม้ามังกร สัตว์ของเทพเจ้า และลำไยยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก วาสนา เชื่อกันว่าถ้าได้บริโภคลำไยมากเท่าไหร่ ก็จะสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตได้เป็นทวีคูณ นอกจากนี้ ยังได้เชิญอัครราชทูตจากประเทศต่าง ๆ มาร่วมหารือ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม เพื่อเป็นตลาดทางการแลกเปลี่ยน และรองรับการส่งออกผลผลิตลำไยไทยในอนาคตอีกด้วย
   
นายวรวัจน์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการเตรียมแก้ปัญหาลำไยล้นตลาดและการปรับปรุงคุณภาพลำไยเพื่อการส่งออก ในปีนี้รัฐบาลจึงเร่งหามาตรการเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาลำไยล้นตลาดอย่างที่เคยเกิดขึ้น เพราะแค่ดูจากปริมาณผลผลิตในจังหวัดเชียงใหม่แห่งเดียว ก็มีการประมาณการผลผลิตมากถึงประมาณ 180,000 ตัน โดยที่ผ่านมาพบว่ายังมีปัญหาเรื่องราคาที่ตกต่ำ รวมไปถึงการหารือข้อตกลงในการส่งออกลำไยไปประเทศจีน ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการได้
   
ปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 7,500 คน พร้อมจัดทำโควตาการส่งออกลำไยสดจำนวน 2 แสนตัน ลำไยอบแห้ง 6 หมื่นตัน ในราคาที่เฉลี่ยกิโลกรัมละ 20 ถึง 25 บาท สำหรับเกษตรกรที่สนใจอยากเข้าร่วมโครงการก็สามารถติดต่อประสานงานได้ที่สำนักงานกองทุนหมู่บ้านในเขตพื้นที่ใกล้บ้าน
   
อย่างไรก็ตาม คุณภาพของผลผลิตเพื่อการส่งออกถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลเน้นย้ำ ต้องการปรับปรุงคุณภาพอย่าให้มีสารเคมีตกค้าง เนื่องจากอาจกระทบต่อการส่งออกในอนาคต สำหรับตลาดภายในประเทศ ในเบื้องต้นจะมีการเจรจาความร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อจะให้เป็นศูนย์กลางในการกระจายผลผลิตลำไยคุณภาพจากพื้นที่ภาคเหนือ ไปสู่พี่น้องประชาชนได้ทั่วถึงทั้งประเทศ
   
ด้าน นายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กล่าวว่า จะมีการจัดประชุมและสำรวจความต้องการของสมาชิกผู้เข้าร่วมโครงการ โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน พร้อมด้วยเครือข่ายกองทุน เร่งสำรวจความต้องการและนำแบบสำรวจเข้าไปในการลงทะเบียนยืนยันการเข้าร่วมโครงการ โดยสำนักงานกองทุนหมู่บ้านฯ จะเป็นเสมือนแหล่งเงินทุนที่เกษตรกรจะสามารถเข้ามากู้ยืมได้ เพื่อนำไปใช้ดำเนินการปรับปรุงคุณภาพ การบรรจุหีบห่อ ตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป.

ทีมเดลินิวส์38
y_38@dailynews.co.th



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

คำสำคัญ

บอกต่อ : 0