อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2561

สติ - รู้โลกไม่รู้ตน

ช่วงปลายๆปีนี้แตกต่างไปจากบรรยากาศของปีก่อนๆตรงที่ว่าประเทศไทยของเรานั้นปกคลุมไปด้วยความตึงเครียดจากสาเหตุของประเด็นทางการเมืองจึงคิดว่าสิ่งที่สำคัญคือเรื่องของการดึงทุกคนเข้าสู่โหมดของ"สติ" พุธที่ 18 ธันวาคม 2556 เวลา 00.00 น.

สัจจังวิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุงวาทาภิโรปิตะมะนังอะติอันธะภูตังปัญญาปะทีปะชะลิโตชิตะวา มุนินโทตันเตชะสาภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

(บทที่หกจากพระพุทธชัยมงคลคาถา)

(คำแปล)

สัจจกนิครนถ์ผู้ถือตัวว่าฉลาดเป็นนักโต้วาทะชั้นยอดสละเสียซึ่งสัจจะตั้งใจมาได้วาทะหักล้างพระพุทธองค์เป็นคนมืดบอดยิ่งนักพระจอมมุนีผู้สว่างจ้าด้วยแสงปัญญาทรงเอาชนะได้ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้นขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

ช่วงปลายๆปีนี้แตกต่างไปจากบรรยากาศของปีก่อนๆตรงที่ว่าประเทศไทยของเรานั้นปกคลุมไปด้วยความตึงเครียดจากสาเหตุของประเด็นทางการเมืองจึงคิดว่าสิ่งที่สำคัญคือเรื่องของการดึงทุกคนเข้าสู่โหมดของ"สติ"

เพื่อที่จะรับฟังประเด็นต่างๆและต่อยอดข้อคิดควมคิดความอ่านได้ด้วยเหตุด้วยผลมากกว่าด้วยอารมณ์ดังที่ปรัชญาชาว กรีกเอพิคเตตัสได้เคยกล่าวมาในอดีตว่า"พระเจ้าให้เรามาสองหูแต่หนึ่งปากนั่นหมายถึงเราต้องรู้จักฟังให้มากกว่าพูดเป็นสองเท่า"

อยากเขียนเรื่องนี้เพราะว่าในช่วงนี้บ้านเมืองเราคงจะมีเวทีแห่งการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระดมความคิดเพื่อหาทางออกอยู่อีกระยะหนึ่งทีเดียวยิ่งสมัยนี้เป็นสมัยที่เรื่องของการเอาชนะคะคานกันด้วยเหตุด้วยผล(หักล้างกันด้วยวิวาทะและ อารมณ์แห่งการต้องการเอาชนะ)ทำให้คนใส่ใจกับการแสดงความคิดเห็นมากกว่ารับฟังความคิดความอ่านต่างๆยิ่งทำให้เหมือนการเติมเชื้อไฟเข้าไปเพราะมันอาจจะไม่ใช่หนทางที่นำไปสู่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์

เรื่องของความสำคัญของสติในการพูดคุยแล้วทำให้นึกถึงบทหนึ่งในพระคถา พระพุทธชัยมงคลคาถาหรือ"คาถาพาหุง"ที่เราท่องกันมาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชาวพุทธกันมายวนาน

เราจะเห็นว่าพระพุทธชัยมงคลคาถานั้นเป็นคาถาที่สรรเสริญพระพุทธองค์ในชัยชนะที่สำคัญทั้งสิ้นแปดครั้งด้วยกันอันได้แ การเอาชนะ พญามาร,ยักษ์ อาฬวกผู้กระด้าง,ช้างนาฬาคีรี,จอมโจรองคุลีมาร,นางจิญจมาณวิกา,นิครนถ์นาฏบุตร,พญานาคนันโทปนันทะ,และ ท้าวสัจกพกาพรหมณ์

ดังจะพบได้ว่าชัยชนะขอพระพุทธองค์เหนือนิครนถ์นาฏบุตรผู้เป็นพราหมณ์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเลิศทางการใช้ตรรกะเหตุผลและโวหารนั้นเป็นสิ่งที่เราน่าที่จะได้หยิบยกมาพิจารณาท่ามกลางบริบทที่เรากำลังเผชิญอยู่ในบ้านเมือง

ตามพุทธประวัติแล้วสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสามารถกำราบนิครต์นาฏุบุตรได้ด้วยหลักเหตุหลักผลที่เหนือกว่ารวมทั้งหลักธรรมะที่ถือวางอยู่บนอริยสัจอันเป้นหลักที่นำไปสู่ความเป็นมงคลความพ้นทุกข์แต่พร้อมกันกับเนื้อหาแห่งธรรมนั้นอำนาจแห่งสติและจิตจากการที่พระพุทธองค์นั้นทรงเปี่ยมไปด้วยจิตที่นิ่งสงบ รับฟังหลักเหตุหลักผลของนิครนถ์นาฏบุตร และด้วยจิตที่สงบ สว่าง ทำให้พระองค์ได้เข้าถึงการใช้ตรรกะรวมทั้งจิตแห่งยึดติดมุ่งมั่นในการที่จะเอาชนะของนิครนถ์นาฏุบุตรทำให้พระพุทธองค์สามารถที่จะกำราบพราหมณ์ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเรื่องของการการวาทีวิวาทะผู้เปี่ยมไปด้วยหลักตรรกะหลักการและเหตุผลได้

สิ่งเหล่านี้น่าจะสะท้อนกลับมาถึงชาวไทยในยุคนี้ ยุคที่เรื่องของการ"เสวนา"การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหาทางออกประเทศไทยท่ามกลางความขัดแย้งบาดลึกนี้ไม่ว่าจะในฐานะที่เราเป็นผู้ที่ทำหน้าที่พูดหรือผู้ที่จะทำหน้าที่ฟังก็ตามว่า เราควรที่จะ มีสติในการรับฟังและสติในการพูด

คำว่าสติในการรับฟังหรือสติในการเสวนาที่ว่าถึงนี้คือการรับฟังด้วยจิตใจที่"เป็นกลาง"จากความเชื่อและตรรกะของตนเองทั้งนี้เพื่อจะได้เปิดรับข้อเสนอแนวความคิดใหม่ที่มาจากฝ่ายตรงข้ามให้ออกมาเป็นสิ่งที่นำไปสู่สมานฉันท์และฉันทานุมัติได้

ต่อมาในฐานะผู้ฟังการรับฟังด้วยสติ คือการแยกแยะองค์ประกอบแห่งการเป็นนักโต้วาทีหรือความสามารถในการพูดของผู้พูดกับ ตรรกะของพวกเขาออกจากกันให้ได้หลายคน ตรรกะไม่ได้โดดเด่นไม่ได้นำไปสู่ความสร้างสรรในสังคม แต่เป็นคนที่พูดเก่ง น่าฟังหยิบจับตรรกะ ความคิดทฤษฏีมาตีความ มาโน้มน้าวได้อย่างน่าฟังแต่ที่สุดแล้ว เป็นแค่เพียงนักโต้วาทีที่นำไปองค์ความรู้และความสามารถในทางวิชาการนั้นไปรับใช้สิ่งที่ไม่เป็นธรรมว่าง่ายๆคือ มี ทฤษฏี ตรรกะและ ความสามารถในเชิงโต้วาทีเป็นเลิศแต่ ที่สุดกลับแยกแยะดีแยกแยะชั่วไม่ออกแต่ ความสามารถเชิงวาทีนั้นโน้มน้าวให้คนจำนวนมากเชื่อฟังและลุ่มหลงไปได้ด้วยอารมณ์ที่ปราศจากสติ

สำคัญเหนืออื่นใดคือไม่ว่าจะอยู่ในวงเสวนาด้วยตนเองหรือ จะเป็นผู้ฟังในสังคมพื้นฐานเบื้องแรกคือการพินิจิพิเคราะห์ว่าผู้ที่แสดงความคิดเห็นนั้นๆเป็นผู้ที่มีความจริงใจมีความหวังดี และเสียสละต่อสังคมหรือไม่เพราะหากว่า เก่งเชิงตรรกะมีความสามารถทางวิชาการและทฤษกีเหลือล้ำทำให้เราเคลิบเคลิ้มไปจนหลงลืมใจความสำคัญคือใจความว่ามาจากผู้ที่เป็นผู้คิดดี ทำดีหรือไม่เวทีเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก็คงจะไม่สามารถพาสังคมไปในทางที่ดีได้

คงไม่ง่ายนักที่จะบอกว่าใครดีและไม่ดีในสังคมไทยเพราะปัจจุบันคนไทยมีความจริงคนละชุดเห็นต่างกันโดยสิ้นเชิงในทางการเมืองแต่ หากว่าเราพินิจคนแต่ละคนด้วยท่าทีในการแสดงออก การวิวาทะว่าท่านไหน เอาแต่ชนะคะคานโดยไม่แสดงออกซึ่งสติและการเคารพอีกฝ่ายาหนึ่งก็แสดงว่าเขาคิดถึงนเองและอัตตาของตนเองก่อนหน้าเรื่องอื่น

จึงอยากจะฝากมาเพื่อให้เรานึกถึง พระพุทธองค์และนำเอาชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระองค์มาฝากไว้ให้สังคมไทยดังนี้ครับ.

ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 0