อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 26 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 26 มกราคม 2564

พลิกประวัติ'มาราโดนา' ในวันปิดตำนาน'หัตถ์พระเจ้า'

ย้อนรอยประวัติ "เสือเตี้ย" ดีเอโก มาราโดนา กว่าจะมาเป็นเทพเจ้าลูกหนังของชาวอาร์เจนตินา  พฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563 เวลา 16.17 น.

ค่ำคืนวันพุธที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา วงการลูกหนังโลก ต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ และเป็นข่าวเศร้าของแฟนบอลทั่วโลก เมื่อ "เสือเตี้ย" ดีเอโก มาราโดนา ตำนานนักเตะ ผู้เป็นเทพเจ้าลูกหนังของชาวอาร์เจนตินา เสียชีวิตกะทันหันด้วยอาการหัวใจล้มเหลว ที่บ้านพักในกรุงบัวโนสไอเรส ด้วยวัย 60 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ เจ้าตัวเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดรักษาอาการลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดสมอง เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา 
 

ดีเอโก อาร์มันโด มาราโดนา ฟรังโก ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 30 ต.ค. 1960 ที่โรงพยาบาลในเมืองลานุส กรุงบัวโนสไอเรส เป็นบุตรของ ดีเอโก "ชิโตโร" มาราโดนา และ ดัลมา ฟรังโก โดยเจ้าตัวเป็นลูกคนที่ 5 และเป็นลูกชายคนแรกหลังจากครอบครัวนี้มีลูกสาวมาแล้ว 4 คน โดยชีวิตวัยเยาว์ของเด็กชาย ดีเอโก มาราโดนา ต้องพบกับความยากลำบากเนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน อย่างไรก็ตาม มาราโดนา มีแววของการเป็นยอดนักเตะตั้งแต่ยังเด็ก และมักจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากพ่อแม่ ที่ตั้งความหวังว่าเขาจะใช้พรสวรรค์ด้านฟุตบอลหาเลี้ยงครอบครัวในอนาคต
 

เมื่ออายุได้ 8 ขวบ พรสวรรค์ด้านลูกหนังของ มาราโดนา ไปเตะตาแมวมองของ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ทีมดังในลีกอาร์เจนตินา จนถูกดึงเข้าไปอยู่ในทีมเยาวชนของสโมสร และมักจะถูกส่งลงไปโชว์ความสามารถด้วยการเดาะบอลเรียกเสียงฮือฮาจากแฟน ๆ ในช่วงพักครึ่งของเกมที่ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ลงเล่นในถิ่นของตัวเองอยู่เสมอ จนกระทั่ง 20 ต.ค. 1976 เจ้าตัวได้โอกาสลงเล่นฟุตบอลอาชีพเกมแรกในชีวิต ด้วยวัยที่ขาดแค่ 10 วันจะอายุครบ 16 ปี ในเกมที่ อาร์เจนตินโนส จูเนียร์ส เจอกับ ตัลเญเรส เดอ คอร์โดบา

มาราโดนา โชว์ลีลาอยู่กับ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ส อยู่ 5 ปี ก่อนจะย้ายไปอยู่กับ โบคา จูเนียร์ส ยักษ์ใหญ่แห่งลีกแดนฟ้าขาว ในปี 1981 ก่อนที่เขาจะพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้ในปีดังกล่าว ซึ่งเป็นแชมป์ลีกบ้านเกิดครั้งแรกและครั้งเดียวของเจ้าตัว หลังจากนั้น เขาเซ็นสัญญาย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลนา มหาอำนาจลูกหนังในศึก ลา ลีกา สเปน ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะร่วมทัพทีมชาติอาร์เจนตินาไปลุยศึกฟุตบอลโลก 1982 ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นสถิติโลกในเวลานั้น 
 

อย่างไรก็ตาม ชีวิตในถิ่น คัมป์ นู ของ มาราโดนา ไม่ราบรื่นอย่างที่คิด เขาเจออาการบาดเจ็บรุมเร้า และลงเล่นให้ บาร์เซโลนา ไปแค่ 58 เกม ยิง 38 ประตู ก่อนจะย้ายไปค้าแข้งในอิตาลีกับ นาโปลี ในปี 1984 ด้วยค่าตัว 6.9 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติโลกในเวลานั้นอีกเช่นเคย โดยในวันเปิดตัวกับทีม "อัซซูรา" นั้น มีแฟนบอลแห่เข้ามายลโฉมว่าที่ซูเปอร์สตาร์คนใหม่ของสโมสรถึงกว่า 75,000 คน และเขาก็ไม่ทำให้แฟน ๆ ผิดหวัง เขากลายเป็นเทพเจ้าของแฟนบอลนาโปลี ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์กัลโช เซเรีย อา ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ในฤดูกาล 1986-87 และได้แชมป์อีกครั้งในฤดูกาล 1989-90 ซึ่งยังคงเป็นแชมป์ลีกสูงสุดแค่ 2 ครั้งของสโมสรจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นยังพาทีมได้แชมป์โคปปา อิตาเลีย 1 สมัย แชมป์ ยูฟ่า คัพ อีก 1 สมัย 
 

อย่างไรก็ตาม ชีวิตในช่วงนี้ของ มาราโดนา เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องฉาว ทั้งการพัวพันกับตระกูลมาเฟียในเมืองเนเปิลส์ รวมถึงมีการกล่าวหาว่าเจ้าตัวพัวพันกับการค้ายา และที่สำคัญที่สุดคือการใช้ยาเสพติดจนเจ้าตัวต้องถูกแบนห้ามลงสนามถึง 15 เดือน โทษฐานถูกตรวจพบว่าเสพโคเคน หลังจากนั้น เส้นทางลูกหนังของ มาราโดนา อยู่ในช่วงขาลง เขาย้ายกลับสเปน ไปเล่นให้ เซบีญา ในปี 1992 และย้ายกลับอาร์เจนตินา ไปอยู่กับ นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ เมื่อปี 1993 และย้ายกลับไปเล่นให้ โบคา จูเนียร์ส อดีตต้นสังกัดอีก 2 ปี ก่อนจะแขวนสตั๊ดไปในปี 1997 ด้วยวัย 37 ปี 

ส่วนผลงานกับทีมชาติอาร์เจนตินานั้น มาราโดนา เริ่มติดทีมชาติตั้งแต่ปี 1977 เขาถูกตัดชื่อออกจากทีมชาติชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 1978 ในบ้านตัวเองอย่างน่าเสียดาย อย่างไรก็ตาม 4 ปีต่อมา เขาติดทีมไปลุยศึกฟุตบอลโลก 1982 ที่ประเทศสเปน พร้อมความคาดหวังจากแฟนบอลทั้งชาติ แต่กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เมื่อเขาโดนไล่ออกในเกมกับ บราซิล และสุดท้ายทีมก็จอดป้ายแค่รอบ 2 

อย่างไรก็ตาม ตำนานของ มาราโดนา กับทีมชาติอาร์เจนตินา ถูกจารึกอย่างจริงจังในฟุตบอลโลก 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก เมื่อเขารับบทกัปตัน นำลูกทีมกรุยทางไปสู่การคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ของทัพนักเตะ "ฟ้าขาว" ได้สำเร็จ โดยในฟุตบอลโลกครั้งนั้น "เสือเตี้ย" สร้างวีรกรรมไว้มากมาย โดยเฉพาะเกมกับ อังกฤษ ที่เขาใช้มือชกบอลเข้าประตูเป็นที่มาของคำว่า "หัตถ์พระเจ้า" หรือ "Hand of God" รวมถึงประตูสุดสวยในเกมเดียวกันที่เขาโซโล่จากครึ่งสนามเข้าไปซัดตุงตาข่าย รวมถึงเกมนัดชิงชนะเลิศ ที่เขาจ่ายบอลสุดสวยให้ ฮอร์เก บูร์รูชากา ลากเข้าไปยิงประตูชัยเหนือ เยอรมนีตะวันตก 3-2 ด้วย 
 

ในฟุตบอลโลก 1990 มาราโดนา ยังคงรับบทกัปตันทีม "ฟ้าขาว" และนำลูกทีมทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาอกหักพ่าย เยอรมนีตะวันตก คู่ปรับเก่าในรอบชิงดำ 0-1 ท่ามกลางน้ำตานองหน้าด้วยความผิดหวัง 4 ปีต่อในในฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐอเมริกา มาราโดนา ยังคงนำทัพสู้ศึกเช่นเดิม แต่ก็เกิดเรื่องฉาวเมื่อเจ้าตัวถูกตรวจพบสารกระตุ้นต้องห้ามหลังเกมรอบแรกผ่านไปแค่ 2 นัด และถูกเตะโด่งออกจากทัวร์นาเมนต์ เป็นข่าวฮือฮาไปทั่วโลก และนั่นคือจุดสิ้นสุดของ มาราโดนา กับทีมชาติ พร้อมสถิติลงเล่น 91 นัด ยิง 34 ประตู
 

ส่วนด้านการเป็นโค้ชนั้น "เสือเตี้ย" เริ่มต้นชีวิตงานกุนซือกับ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ช่วงสั้น ๆ ก่อนโยกไปคุม ราซิง คลับ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากนั้น เขาห่างหายจากการเป็นโค้ชไปพักใหญ่ ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งเป็นโค้ชทีมชาติอาร์เจนตินา ในปี 2008 และพาทีมลุยศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากนั้น เขารับงานคุมทีม อัล วาเซิล ในลีกสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อปี 2011 และทีม โดราโดส ในลีกรองของเม็กซิโก ในปี 2018 อีกด้วย โดยก่อนที่จะเสียชีวิตนั้น มาราโดนา เพิ่งนั่งแท่นเป็นกุนซือของสโมสร ยิมนาเซีย เด ลา พลาตา ในลีกสูงสุดของแดนฟ้าขาว
 
       
ส่วนด้านของชีวิตส่วนตัวนั้น มาราโดนา ขึ้นชื่อว่าเป็น "เพลย์บอย" นิยมการปาร์ตี้ และมีเรื่องของยาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเจ้าตัวยอมรับว่าเริ่มเสพโคเคนตั้งแต่สมัยเล่นอยู่กับ บาร์เซโลนา แถมยังมีอาการติดแอลกอฮอล์อย่างหนัก โดยเจ้าตัวเคยป่วยหนักถึงขั้นเกือบเสียชีวิตมาแล้วเมื่อปี 2007 แต่ก็รอดมาได้ อย่างไรก็ตาม มาราโดนา ล้มป่วยด้วยอาการลิ่มเลือดในสมองอุดตัน และต้องเข้ารับการผ่าตัดสมอง เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และแม้จะอาการดีขึ้นจนได้รับอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้าน แต่เจ้าตัวก็มาเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายในที่สุดเมื่อ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา 
 

ปิดตำนาน "เสือเตี้ย" ดีเอโก มาราโดนา เหลือไว้แค่ความทรงจำในหัวใจของแฟนบอลทั่วโลกไปตลอดกาล.... 
 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น