อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 กรกฎาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 กรกฎาคม 2564

"หมออี๊ด"ชี้"อีริคเซน"รอดตายเพราะทีมแพทย์ทำงานเร็ว

"หมออี๊ด ลอประยูร" แพทย์ประจำทีมนักกีฬาไทย ระบุ สาเหตุที่ "คริสเตียน อีริคเซน" รอดตายจากภาวะหยุดเต้นเฉียบพลันในสนาม เพราะทีมแพทย์ ให้การช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว "ฟีฟ่า" เตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้การช่วยเหลือนักกีฬาทันท่วงที ชี้ หากช้ากว่านี้อาจจะเป็นข่าวร้ายของแฟนกีฬาทั่วโลกก็ได้ จันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564 เวลา 16.22 น.


นพ.อี๊ด ลอประยูร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์กีฬาและออกกำลังกาย โรงพยบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ และทีมแพทย์ประจำทีมทีมชาติไทย และทีมแพทย์ประจำทีมทีมชาติไทย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีที่ คริสเตียน อีริคเซน จอมทัพทีมชาติเดนมาร์ก ไม่ได้รับอันตรายถึงกับชีวิต หลังล้มฟุบคาสนามในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 นัดที่ เดนมาร์ก พบกับ ฟินแลนด์ ว่า สมัยก่อนหากเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันในสนาม แม้จะได้รับการช่วยเหลืออย่างรีบด่วน โอกาสรอดนั้นมีไม่ถึง 10% แต่ปัจจุบันโอกาสรอดมีตั้งแต่ 50 หรือ 90% หากทำได้ถูกต้อง นั่นคือ : 1 รู้เร็ว Early Detection : นักกีฬาล้มกรรมการเห็นรู้ว่าอันตรายเรียกทีมแพทย์เข้ามาแบบเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นดำเนินการต่อได้รวดเร็ว ซึ่งการอบรมฝึกฝนให้ทุกคนมีความรู้มาก่อนคือหัวใจที่สำคัญ

2 ปั๊มเร็ว Early CPR : ไม่รอจับชีพจร, ไม่ดูการหายใจ, ไม่พยายามวินิจฉัยโรคอื่น เมื่อเห็นว่าไม่รู้ตัวก็เริ่มปั๊มหัวใจ CPR แบบ Hand-Only ทันที (ไม่ Mouth to mouth เพราะนักกีฬาเล่นกีฬาอยู่ก่อนหมดสตินั้น O2 จะมีเหลือในเลือดอยู่มากมาย) การกดหน้าอกต้องทำอย่างเร็วและแรงเพื่อส่งเลือดและ O2 ไปยังสมองก่อนที่สมองจะตาย

3. ช็อตไฟฟ้าเร็ว Early Defibrillation เพื่อทำให้หัวใจกลับมาเต้นเองซึ่งหากทำหลังเกิดเหตุใน 1 นาทีโอกาสรอดมีได้ถึง 90% แต่ถ้าช้าจะลดลงไป 10% ทุก ๆ 1 นาที (ตามกราฟในรูปที่ 3) ฟีฟ่า ต้องการให้เครื่อง AED มาถึงใน 2 นาที ไม่เกิน 4 นาที และ 4. จากนั้นมีรถพยาบาลมารับส่งต่อ Post resuscitation Care ไปยังโรงพยาบาล โดยทุกขั้นตอน Time Chain of Survival ผ่านไปได้อย่างรวดเร็วน่าชื่นชมจนนักกีฬาปลอดภัย แต่ถ้าขั้นตอนใดเกิดล่าช้าแม้แต่ไม่กี่นาที ผลที่ได้คงจะไม่ Happy ending อย่างที่ได้เกิดขึ้นแบบในครั้งนี้.


ภาพจากเฟซบุ๊ก.....Ead Lorprayoon
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 9