อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 23 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 23 กันยายน 2563

"จรสพรรณ - จิรวุฒิ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา" ใช้การ "เปิดใจ" เชื่อมสายสัมพันธ์พี่น้อง

ความรักความผูกพันระหว่าง "จุ๋ย-จรสพรรณ" และ "พีเจ-จิรวุฒิ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา" พี่น้องที่ต่างวัยกันมากถึง 8 ปีและมีช่วงห่างกันจากการที่คุณพ่อคุณแม่แยกทาง แต่ยังคงกลับมาสนิทกันได้เหมือนเดิมด้วยการ "เปิดใจ" และแสดงความ "ห่วงใย" ต่อกัน ศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2563 เวลา 06.00 น.

แม้อายุห่างกันมากถึง 8 ปี แถมยังมีช่วงเวลาต้องห่างกัน แต่ไม่ถือเป็นอุปสรรคสำหรับสองพี่น้อง “จุ๋ย-จรสพรรณ” และ “พีเจ-จิรวุฒิ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา” ทายาทของ “ม.ล.เพิ่มวุทธิ์ สวัสดิวัตน์” กับ “เตือนใจ ปลื้มประภากร” ที่ใช้การ “เปิดใจ” พูดคุยกันด้วยเหตุและผล และ “ความห่วงใย” เป็นตัวกลางในการเชื่อมสายสัมพันธ์พี่น้องให้กลับมาแนบแน่นดังเดิม

จุ๋ยเริ่มย้อนเล่าถึงวันที่พีเจออกมาลืมตาดูโลกครั้งแรกว่า รู้สึกตื่นเต้น จำได้ว่าตัวเองนั่งช่วยคุณพ่อตั้งชื่อน้องอยู่ในรถระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาล ชื่อ "จุ๋ย" เป็นชื่อที่มาจากชื่อเล่นคุณพ่อคุณแม่รวมกัน คุณพ่อชื่อ "จิ๋ว" คุณแม่ชื่อ "หุย" รวมกันเป็น "จุ๋ย" ส่วนน้องตอนแรกคุณพ่อจะนำตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกชื่อจริงของคุณพ่อคุณแม่มารวมกันคือ "เพิ่มวุทธิ์" กับ "เตือนใจ" เป็น "พีที" แต่กลัวน้องถูกเพื่อนล้อว่าเป็นอีที คุณพ่อจึงเปลี่ยนเป็น "พีเจ" โดยตัวเจมาจากคำว่า "ใจ" ของชื่อจริงคุณแม่



"พอเห็นน้องออกมาเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ แล้วก็รู้สึกว่าน่ารักดี จำได้ว่าช่วงนั้นตัวเองอยู่ชั้นประถมศึกษา รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้มีตุ๊กตาให้เล่นทุกวัน อยากกลับบ้านเร็ว ๆ เพื่อมาช่วยให้นมน้องบ้าง หรือบางทีก็แอบไปนอนในเปลน้องบ้าง เอาขวดนมน้องมาแอบกินบ้าง ชอบช่วยคุณแม่เลี้ยงน้องเพราะว่าสนุก ได้ลองชงนม และทำอะไรอีกมากมายที่ไม่เคยทำมาก่อน รวมถึงทำน้องตกบ่อย ๆ" จุ๋ยเล่า

ช่วงเด็ก ๆ เป็นช่วงที่จุ๋ยและพีเจได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ก่อนคุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจแยกทาง พีเจอยู่กับคุณแม่ ส่วนจุ๋ยยังอยู่กับคุณพ่อ โดยคุณพ่อรับพีเจมาเล่นที่บ้านเป็นบางครั้ง ทำให้พี่น้องรู้สึกห่างกันไปบ้าง จวบจนพีเจเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว จึงกลับมาสนิทกันอีกครั้ง ทั้งคู่บอกว่านิสัยต่างกันสุดขั้ว จุ๋ยค่อนข้างเป็นคนมั่นใจในตัวเอง มีอิสระ อาจเพราะใช้ชีวิตแบบกึ่งเป็นลูกคนเดียวมาตลอด ตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง มีความเป็นผู้นำสูง ขณะที่พีเจถูกคุณแม่เลี้ยงมาแบบ "น้องเล็ก" เป็นผลให้มีนิสัยค่อนข้างเด็ก และเมื่อก่อนติดจะเป็นคนขี้อาย อ่อนไหวง่าย โดยสรุปคือจุ๋ยนิสัยเหมือนผู้ชาย ส่วนพีเจนิสัยเหมือนผู้หญิง



แม้นิสัยต่างกันแต่สามารถกลับมาสนิทกันได้ จุ๋ยเผยเป็นเพราะ "เปิดใจคุยกัน" ตอนที่กลับมาคุยกันอีกรอบหนึ่งต่างคนต่างโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำให้คุยกันด้วยเหตุผลมากกว่าตอนเด็ก ๆ โดยพีเจเล่าเสริมว่า จุ๋ยเป็นคนที่สนับสนุนครอบครัวมาตลอด จุดเริ่มต้นที่ทำให้กลับมาพูดคุยกันอีกครั้งคือตัวเองถามพี่สาวว่า "ไหวไหม พี่จุ๋ยเหนื่อยหรือเปล่า" เป็นการแสดงความเป็นห่วงต่อพี่ก่อน หลังจากนั้นจึงเริ่มคุยและปรึกษาเรื่องอื่นกันมาเรื่อย ๆ ซึ่งตัวเองและพี่จุ๋ยสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่องเหมือนเป็นเพื่อน



ส่วนเรื่องทะเลาะกัน พีเจเป็นฝ่ายเล่าว่าสมัยตัวเองอยู่ชั้นประถมศึกษาจะขึ้นชั้นมัธยม ทะเลาะกันบ่อยตามประสาเด็ก แต่พยายามไม่ตีกัน นอกจากนี้ยังมีคุณแม่คอยเป็นที่ “คั่นมวย” พอเคลียร์กับพี่เสร็จก็จะมาเคลียร์กับพีเจต่อว่าทำร้ายพี่สาวไม่ดีนะ ขณะที่จุ๋ยเล่าต่อจากน้องว่า เวลาทะเลาะกันแรก ๆ คุณแม่มักไม่ค่อยเข้ามายุ่ง ปล่อยให้ทะเลาะกันไปก่อน เพราะแม่ไม่อยากให้ใครคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าแม่เข้าข้าง แต่แม่จะเข้ามาบอกทีหลังว่าอะไรไม่ควรทำ แม่ไม่เคยใช้คำพูดว่า "เป็นพี่ต้องยอมน้อง" หรือ "เป็นน้องต้องยอมพี่" แต่ดูตามเหตุผลเป็นหลัก เพื่อไม่ให้จุ๋ยและพีเจเกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียม



ตอนนี้จุ๋ยกำลังทำร้านอาหาร “ปูดองอันยอง Have a seat” ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ส่วนพีเจเพิ่งสำเร็จการศึกษาจากคณะสหเวชศาสตร์ สาขาการจัดการการกีฬา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทำงานเป็นเทรนเนอร์ให้กับฟิตเนส รวมถึงรับเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัว รวมถึงแบรนด์น้ำผลไม้ “พินนาจูเซอรี่” (Pinnajuicery) ร่วมกับแฟนสาว พีเจเล่าว่า เริ่มทำน้ำผลไม้ในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา และได้เปิดบูธครั้งแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ช่วงต้นเดือน มิ.ย. หากไม่ได้พี่จุ๋ยช่วยชี้แนะก็ไม่น่าจะได้รับการตอบรับดีขนาดนี้ ตอนแรกคิดว่าจะทำเป็นแบรนด์โฮมเมดเล็ก ๆ ช่วงที่มีเวลาว่างตอนโควิด-19 แต่ปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างมาก



ขณะที่จุ๋ยกล่าวถึงการสนับสนุนว่า ตอนแรกยังไม่อยากเข้าไปยุ่งมาก เนื่องจากอยากให้พีเจรู้สึกว่าได้ทำด้วยตัวเอง จนเริ่มเห็นว่าเขาจริงจังกับธุรกิจ จึงค่อย ๆ แนะนำทีละนิด ถ่ายทอดประสบการณ์ที่มี ซึ่งตอนที่ตัวเองเริ่มธุรกิจก็เริ่มทุกอย่างศูนย์ เคยลอง เคยล้มมาแล้ว บางทีเห็นเขาเริ่มทำจึงไม่อยากเข้าไปยุ่งมาก เพราะอยากให้ผ่านจุดที่เราผ่านมาก่อนเพื่อให้แกร่ง ซึ่งการที่เขาทำได้ดีก็ถือเป็นกำลังใจให้เราเหมือนกัน ไม่ใช่โฟกัสแต่ธุรกิจตัวเอง แต่พอเห็นธุรกิจน้องดีก็แฮปปี้ด้วย



"หลายอย่างเรามองว่าน้องเด็ก ไม่คิดว่าบางอย่างเขาก็มีความเป็นผู้ใหญ่ เริ่มมาทำงานเราก็เห็นว่าเขามีความรับผิดชอบในเรื่องของตัวเองได้ดี บางทีลามมาถึงเรื่องของเราด้วย ทำให้รู้สึกประทับใจ เนื่องจากส่วนตัวไม่ค่อยชินกับการที่มีคนมาดูแล พอพีเจมาคอยดูแล เช่น คอยไปรับไปส่ง ดูแลเรื่องสุขภาพ รวมไปถึงธุระเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างไปซื้อของ หรือพาสุนัขไปหาหมอ ก็สามารถพึ่งพาได้ ทำให้รู้สึกว่าจริง ๆ มีน้องก็ดี" จุ๋ยเผยถึงความประทับใจ



ฟากพีเจบอกว่า เรื่องที่ประทับใจพี่สาวมาก ๆ คือการดูแลครอบครัว "พี่จุ๋ยเป็นคนไม่พูด แต่ทำเยอะ" ส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูดอะไร แต่พอถึงสิ้นเดือน ค่าใช้จ่ายทุกอย่างพี่จุ๋ยจะจัดการได้ทั้งหมด หรือถ้าไม่ไหวก็จะบอกตรง ๆ ส่วนตัวชอบโมเม้นต์ตรงนี้ เพราะหากมีปัญหาอะไรแล้วมัวแต่เก็บไว้คนเดียว เราก็จะไม่รู้ และไม่สามารถช่วยกันแก้ปัญหาได้ ซึ่งตัวเองก็ได้รับการช่วยเหลือจากพี่จุ๋ยหลายเรื่อง

ส่วนเรื่องที่เป็นห่วงพี่จุ๋ยส่วนใหญ่คือเรื่อง “สุขภาพ” ด้วยความที่ตัวเองทำงานเป็นเทรนเนอร์ จึงทำให้เป็นคนจู้จี้เรื่องสุขภาพโดยอัตโนมัติ เลยค่อนข้างเป็นห่วงเรื่องสุขภาพกับทั้งพี่จุ๋ยและคุณแม่ คอยช่วยดูเรื่องอาหารและการออกกำลังกายเป็นประจำ ขณะที่ฝ่ายพี่สาวเผยว่าแม้รู้ว่าน้องชายตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตได้ค่อนข้างดี แต่ก็ยังรู้สึกเป็นห่วงในทุกสเต็ป ทุกก้าวของเขา.

"ต้นรัก"

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 154