อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564

กว่าจะมีวันนี้ "โปรเหมียว" ปภังกร ธวัชธนกิจ

“น้องเหมียว” กับผลงานระดับมาสเตอร์พีซมากมาย ความขยับ ความมุ่งมั่น สู้ไม่ถอย ห้ามถอดใจหนี พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา นี้แหละระดับแชมป์เมเจอร์ อังคารที่ 20 เมษายน 2564 เวลา 14.00 น.


ทุกความสำเร็จต้องมีเบื้องหลัง ไม่มีรางวัลใดได้มาง่าย ๆ กว่าจะถึงจุดที่ทุกคนมองเห็น แชมป์ ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก และฝ่าฟันความยากลำบากสารพัด รวมถึงต้องมีสิ่งสำคัญที่หลายคนอาจจะลืม นั่นคือคนรอบข้าง ที่คอยอยู่เบื้องหลัง คอยให้กำลังใจ คอยช่วยเหลือสนับสนุน และคอยปลอบโยนยามที่ล้ม

“โปรเหมียว” ปภังกร ธวัชธนกิจ คือชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงการกอล์ฟโลกนาทีนี้ เพราะเธอสร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์เมเจอร์ รายการเอเอ็นเอ อินสไปเรชั่น เมื่อต้นเดือน เม.ย. 64 แต่กว่าที่ ปภังกร หรือฝรั่งเรียกว่า แพตตี จะก้าวมาถึงจุดนี้ เธอต้องผ่านอะไรมาเยอะเหลือเกิน และมีผู้อยู่เบื้องหลังมากมาย ที่คุณธนธัช ธวัชธนกิจ คุณพ่อของเธอบอกว่า “แค่ขอบคุณยังไม่พอ”

     
เริ่มต้นออกเดินทาง
คุณธนธัช หรือ พ่อเป็ด เล่าว่า น้องเหมียวเดินทางไปอเมริกาครั้งแรก ตอนที่อายุแค่ 9 ขวบ เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกอล์ฟจูเนียร์เวิลด์ ซึ่งปีนั้น เหมียว หักปากกาเซียน คว้าอันดับ 3 มาครองได้ชนิดที่ทำให้หลายคนอ้าปากค้าง
        
แม้ผลงานดี แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือ “เวลา” เพราะเมื่อเธอกลับไปเรียนที่โรงเรียนเอกบูรพา วิเทศศึกษา โรงเรียนก็เปิดเทอมไปแล้วเกือบ 2 เดือน ทำให้เหมียวเรียนตามเพื่อนไม่ค่อยทัน
        
พ่อเป็ดจึงตัดสินใจหาโรงเรียนใหม่ให้น้องเหมียว และเล็งไปที่โรงเรียนนานาชาติเพื่อปูทางด้านภาษา และเปิดโอกาสให้ลูกสาวได้เล่นกอล์ฟอย่างจริงจัง ติดอย่างเดียวคือ “ค่าเทอม ที่ค่อนข้างสูง เทอมละไม่ต่ำกว่า 4-5 แสนบาท ซึ่งครอบครัวไม่สามารถจ่ายได้
เขาจึงไปปรึกษาเพื่อน และได้รับคำแนะนำให้ทำ “โปรไฟล์” เกี่ยวกับตัวเหมียว และผลงานที่ผ่านมาของเธอ เพื่อยื่นขอทุนนักกีฬาจากโรงเรียนต่าง ๆ
          
โรงเรียนแรกที่ไปยื่นคือ โรงเรียนนานาชาติแอสคอต (Ascot International School Bangkok) ปรากฏว่ารับทันที เมื่อคิดหักลบแล้ว เหลือต้องจ่ายอีกราวเทอมละ 1 แสนบาท ครอบครัวพอจ่ายไหวน้องเหมียวจึงย้ายมาเรียนที่แอสคอต เรียนอยู่ระยะหนึ่งก็ย้ายไปเรียนที่ โรงเรียนนานาชาติสยาม (SiamInternational School) 1 ปี ซึ่งที่นี่ก็ให้ทุนอย่างเต็มที่ครอบครัวจึงเหลือที่ต้องจ่ายไม่มากนักเช่นกัน
          
อยู่ที่นานาชาติสยามได้ 1 ปี ก็ไปต่อที่ โรงเรียนนานาชาติกีรพัฒน์ (KEERAPAT INTERNATIONAL SCHOOL) ซึ่งเหมียวได้ทุนเรียนตลอด 3 ปีสุดท้าย จนจบในระดับมัธยมพร้อมกับได้เกรดเฉลี่ยและผ่านการสอบ SAT (ข้อสอบมาตรฐานใช้วัดความถนัดในวิชาเลขและภาษาอังกฤษ) เพื่อไปยื่นเข้ามหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา
        
ทั้ง 3 โรงเรียนนานาชาติที่กล่าวมา นั่นคือ แอสคอต, สยาม และ กีรพัฒน์ จึงมีส่วนสำคัญ และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังที่ช่วยปลุกปั้นให้เมืองไทยของเราได้มีแชมป์ ระดับ เมเจอร์ อีกคนอย่างแท้จริง
        
แต่ที่สำคัญที่สุด ก็คือตัวของ “น้องเหมียว” เพราะถ้าหากเธอเรียนไม่ได้หรือผลงานในสนามไม่ดีเธอจะไม่มีทางได้รับทุนเหล่านี้จนจบ และมีดีกรีไปศึกษาต่อในต่างประเทศแน่นอน
        
อีกอย่างคือ “เบื้องหลัง” ที่มีส่วนร่วมในชีวิตน้องเหมียวมาตลอดในช่วงที่ผ่านมา นั่นก็คือ บิ๊กรัง คุณรังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ นายกสมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทย
        
บิ๊กรัง เห็นแววของ น้องเหมียว ตั้งแต่อายุแค่ 12 ขวบ และด้วยความมีวิสัยทัศน์จึงเข้ามา สนับสนุนอย่างเต็มที่ ให้ความช่วยเหลือทั้งเหมียวและครอบครัว ทุกอย่าง ทั้งการแข่งขันในประเทศ และต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายอันดับแรกร่วมกันก็คือ เข้ามหาวิทยาลัยที่อเมริกาให้ได้
        
ด้วยความมุ่งมั่นของเจ้าตัว และการสนับสนุนจากคนรอบข้าง “น้องเหมียว” จึงสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซในระดับเยาวชนมากมาย ไฮไลต์หลัก ๆ คือ “AJGA” โรเล็กซ์ จูเนียร์ เพลเยอร์ ออฟ เดอะ เยียร์ และ โรเล็กซ์ จูเนียร์ เฟิร์ส ทีม ออล-อเมริกัน ในปี ค.ศ. 2016 ใครที่อาจจะยังไม่ทราบ AJGA ย่อมาจาก American Junior Golf Association เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่มีเป้าหมายเพื่อที่จะพัฒนานักกอล์ฟเยาวชนในอเมริกา และต่างประเทศ
        
พวกเขาจัดการแข่งขันกอล์ฟเยาวชนทั่วสหรัฐ และมีการจัดอันดับนักกอล์ฟ (The Rolex AJGA Ranking) ในแต่ละปี เพื่อใช้ลงแข่งขันในรายการชั้นนำ พูดง่าย ๆ ว่านี่คือองค์กรกอล์ฟเยาวชนที่สำคัญที่สุดในโลก และในช่วงที่เล่นในระดับนี้ “น้องเหมียว” คือนักกีฬาที่ดีที่สุด!
     


ผจญภัยในต่างแดน
ด้วยผลงานอันสุดยอดในระดับเยาวชน ปภังกร ได้รับความสนใจอย่างมาก และกว้างขวาง จากบรรดามหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่ขึ้นชื่อเรื่องกอล์ฟในแดนลุงแซม
        
พ่อเป็ด เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวได้เดินทางไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัย หรือเรียกสั้นว่า “ยู” หลายแห่ง แต่ละแห่งยื่นข้อเสนอที่ดีแตกต่างกันไป เรียกว่าทุ่มเทจัดเต็มกันสุดๆ เพื่อโน้มน้าวให้เหมียวไปเล่นให้ตัวเองให้ได้ และมีหลาย “ยู” ที่มีเรื่องสนุกๆ เกิดขึ้น
        
ไม่ว่าจะเป็น ที่ University of Arizona Wildcats ในแอริโซนา ซึ่งพอเดินเข้าไปในมหาวิทยาลัยก็เจอรูปใหญ่ๆ ของสุดยอดนักกอล์ฟหญิงโลกอย่าง แอนนิกา โซเรนสตัม และ ลอเรนา โอชัว ติดอยู่ ต่อด้วยรูปของ ปภังกร ที่ติดไว้เคียงข้างพร้อมกับโฆษณาว่า คุณจะยิ่งใหญ่เหมือนศิษย์เก่าของเราเหล่านี้ ถ้าหากมาเรียนที่นี่
        
หรือที่ Texas State University ในเทกซัส ซึ่งพาไปดูสนามที่กำลังจะใช้แข่งรายการใหญ่อย่างเวิลด์ แมตช์ เพลย์ แถมได้เจอ ทอม ไคต์ แชมป์ยูเอส โอเพ่น 1992 กำลังปรับปรุงสนามอยู่ และช่วยพูดโน้มน้าวเชียร์ให้ ปภังกร เข้าเรียนที่นี่ให้ได้ มหาวิทยาลัยดังอย่าง Duke University ใน นอร์ทแคโรไลนา ที่ยื่นข้อเสนอเช่นกัน
        
แต่สุดท้ายแล้ว เหมียว ตัดสินใจด้วยตัวเอง ที่จะเลือกที่ University of California, Los Angeles หรือ UCLA เพราะเหตุผลสำคัญคือนี่เป็นหนึ่งใน แพ็ก 12 อันหมายถึง 12 มหาวิทยาลัยระดับท็อปของฝั่งตะวันตก ซึ่งแข็งแกร่งที่สุด และแข่งขันกันดุเดือดที่สุด ในเรื่องกอล์ฟของสหรัฐ

UCLA ให้ทุน น้องเหมียว แบบ 100% คือดูแลให้หมดทุกอย่าง ทั้งค่าเรียน ค่าที่พัก ค่ากินอยู่ ค่าเดินทาง หรือกระทั่งค่าชุดแข่ง และยังมีเงินเบี้ยเลี้ยงให้ใช้จ่ายด้วย การได้ทุนลักษณะนี้ ไม่ใช่ว่าใคร ๆ ก็ได้ คนที่ได้จะต้องมีผลการเรียนที่ผ่านเกณฑ์ และผลงานในสนามที่ยอดเยี่ยมตลอดแบบคงเส้นคงวาเท่านั้น ระหว่างเรียนที่ UCLA เหมียวสร้างผลงานยอดเยี่ยมให้มหาวิทยาลัย โดยได้เแชมป์ NCAA ถึง 7 รายการ และได้ตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของ WGCA (สมาคมผู้ฝึกสอนกอล์ฟหญิงแห่งสหรัฐ) และของ แพ็ก-12 อีกยังเป็นผู้เล่นตัวจริงของ “ออล-อเมริกัน” ที่คัดจากนักกอล์ฟทั่วสหรัฐด้วย
        
ผลงานระดับนี้ เรียกว่าเก่งเกินกว่าเด็กมหาวิทยาลัยมาก แคร์รี ฟอร์ซิธ โค้ชทีมกอล์ฟหญิงของ UCLA จึงแนะนำให้ เหมียว เทิร์นโปร ออกไปเล่นกอล์ฟอาชีพเต็มตัวได้แล้ว
        
ปภังกร ซึ่งตอนเรียน UCLA เพื่อน ๆ เรียกว่า แพตตี จึงตัดสินใจออกจากมหาวิทยาลัย หลังจบชั้นปีที่ 2 แล้วมุ่งเข้าสู่ ซีเมตรา ทัวร์ ซึ่งเป็นทัวร์รองของ แอลพีจีเอ ทัวร์ และจะคัดนักกอล์ฟผลงานดี ขึ้นไปเล่นใน “แอล” ต่อไป มีความสับสนเล็กน้อย เกี่ยวกับ “สาขา” ที่ ปภังกร เรียนที่ UCLA ซึ่ง คุณพ่อเป็ด บอกว่า ความจริงแล้ว 2 ปีแรก ยังไม่ได้เลือกสาขาที่เรียน และไม่ได้เรียนด้านจิตวิทยาอย่างที่เข้าใจกัน แต่เรียนพวกวิชาพื้นฐานเหมือนเด็ก ๆ ทั่วไปเท่านั้น
       


เดินหน้าล่าฝัน
“โปรเหมียว” เข้าสู่ ซีเมตรา ทัวร์ ในปี ค.ศ. 2019 ลงเล่นไปทั้งหมด 11 รายการ และคว้าแชมป์มาครองได้ถึง 3 รายการ ทำให้คว้าตำแหน่ง ผู้เล่นปีแรกยอดเยี่ยม หรือ รุกกี้ ออฟ เดอะ เยียร์ มาครองแบบไม่มีใครกล้าเถียง
        
อีกทั้งยังทำให้เธอได้ “ทัวร์การ์ด” ขึ้นมาเล่นในทัวร์ที่นักกอล์ฟหญิงทุกคนทั่วโลกใฝ่ฝัน นั่นคือ แอลพีจีเอ ทัวร์ ในปี ค.ศ. 2020
ปี ค.ศ. 2020 เธอลงเล่นในแอลพีจีเอ 14 รายการ ผ่านการตัดตัวครึ่งหนึ่งคือ 7 รายการ ผลงานดีที่สุดคือ อันดับ 9 ร่วม ในรายการ มาราธอน แอลพีจีเอ คลาสสิก
        
แต่เพราะพิษ “โควิด” ทำให้ฤดูกาล 2020 แข่งไม่จบ แอลพีจีเอ จึงให้นักกอล์ฟที่เล่นในทัวร์ปีแรก ในปี ค.ศ. 2020 ลงเล่นในฐานะ “รุกกี้” ต่อไป ในปี ค.ศ. 2021 ปีนี้ “โปรเหมียว” เล่นไปแล้ว 4 รายการ ผ่านตัดตัว 3 รายการ และเป็นแชมป์ 1 รายการ คือ “เมเจอร์” เอเอ็นเอ อินสไปเรชั่น ที่ทำให้เธอก้าวขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าในวงการกอล์ฟหญิงโลกเต็มตัว และขยับมาอยู่ที่ 13 ของโลกแล้ว
          
ในช่วงมหาวิทยาลัย เหมียว ได้ทุนจาก UCLA แบบ 100% ทำให้ไม่ต้องได้รับการสนับสนุนจาก คุณรังสฤษดิ์ และแบรนด์อย่าง “สิงห์” แต่เมื่อออกจาก “ยู” เดินหน้าสู่การเป็น “โปร” เต็มตัว “บิ๊กรัง” ก็ยังยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเต็มที่เหมือนเดิม ตอนที่ได้ขึ้นมาเล่นใน แอลพีจีเอ “โปรเหมียว” เดินทางกลับมาไทย เพื่อเข้าขอบคุณ “บิ๊กรัง” ที่หนุนหลังมาตลอด แต่ครั้งนี้ คุณรังสฤษดิ์ ได้พา เหมียว และครอบครัวไปพบกับ คุณสันติ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการบริหารของสิงห์ด้วย
        
คุณธนธัช พ่อของเหมียว เล่าว่า ครั้งแรกที่ได้พบกับ นายสันติ ครอบครัว สัมผัสได้ทันทีถึง  ออร่า แห่งความเมตตา ที่ฉายมายัง เหมียว ทันที พร้อมกับบอกว่า ขาดเหลืออะไร หรือต้องการพัฒนาในจุดไหนอีก อยากทำอะไรเพิ่ม ก็เข้ามาคุยกันได้เลย
        
จึงพูดได้อย่างเต็มปากว่า คุณสันติ, คุณรังสฤษดิ์ และ “สิงห์” คือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง และปลุกปั้นให้ ปภังกร มาถึงจุดนี้ เพราะสังเกตดูว่า นับตั้งแต่เด็ก เหมียว ไม่มีสปอนเซอร์เจ้าไหนเข้ามาสนับสนุนเลย นอกจาก “สิงห์”
        
แถมนี่ยังเป็น “สัญญาใจ” ที่ไม่มีการเขียนกันเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ทั้ง 2 ฝ่าย ก็พร้อมมอบความไว้วางใจ เดินเคียงข้าง ร่วมทางกันตลอดไป
ตอนนี้ “สปอนเซอร์” ของ โปรเหมียว จึงยังมี 2 เจ้าของเท่านั้น นั่นคือ สิงห์ ที่ดูแลมาตั้งแต่เด็ก และ “ฮานา แบงก์” ธนาคารของเกาหลีใต้ ที่เซ็นกันตอนที่ เหมียว กำลังจะเข้าแอลพีจีเอ ทัวร์
        
แต่ในอนาคต เชื่อว่าจะหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสายแน่ เพียงแค่การเซ็นสัญญาสปอนเซอร์นั้น จะทำกันได้ตอนปิดฤดูกาลไปแล้วเท่านั้น
        


เป้าหมายต่อไป
หลายคนถามถึงเป้าหมายต่อไปของ ปภังกร หลังได้แชมป์เมเอจร์ ซึ่งถ้าสังเกตให้ดี เธอจะตอบเหมือนกันทุกครั้งว่า ไม่ได้มีเป้าหมายใดที่ชัดเจนแต่อย่างใด
        
นั่นเป็นเพราะการพร่ำสอนตั้งแต่เด็กของ คุณพ่อธนธัช และคุณแม่ทิพยรัตน์ ให้ยึดหลัก ธรรมะ นั่นเอง
        
คุณพ่อเป็ดสอนให้เหมียว  “นอนสมาธิ”  ตั้งแต่เด็ก เพื่อให้รู้จักลมหายใจ และให้อยู่กับปัจจุบัน บอกแม้กระทั่งว่า อีกหน่อยถ้าพ่อเสียชีวิต ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะมันเป็นสัจธรรมที่ทุกคนต้องเจอ ตอนเล่นกอล์ฟก็อย่าไปมองสกอร์บอร์ด คิดเสียว่าเป็นผี อย่าไปดู เดี๋ยวผีจะหลอก บางครั้ง เหมียว จึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสกอร์ตัวเองคือเท่าไหร่ รู้อย่างเดียวคือต้องเล่นชอตต่อไปให้ดีที่สุด
     
จึงเป็นที่มาว่า ทำไมในรอบสุดท้ายของ เอเอ็นเอ โปรเหมียว จึงบอกว่า ไม่ได้สนใจมองลีดเดอร์บอร์ดเลย จนกระทั่งพัตสุดท้าย เพราะอยากมีสมาธิอยู่กับเกมตัวเองเท่านั้น
        
ที่สำคัญต้องปฏิบัติตามกฎ 4 ข้อ ถ้าหากอยากจะประสบความสำเร็จนั่นคือ เป้าหมายชัดเจน ห้ามว่อกแว่ก, ทัศนคติที่ดี ไม่คิดลบ, หาความรู้ พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา สุดท้าย สู้ไม่ถอย ห้ามถอดใจหนี
        
ถ้าทำได้ทั้งหมดนี้ ไม่ว่าตั้งเป้าหมายไว้สูงแค่ไหน สักวันก็จะไปถึง เพราะชีวิตของคนเรานั้น กรรมตามสมอง คือ สมองสั่งให้อย่างไร เราอยากจะเป็นแบบไหน เราก็จะได้เป็นแบบนั้น ถ้าหากมุ่งมั่น เอาจริงเอาจังมากพอ
        
การได้ขึ้นถึงมือ 1 โลก อย่างที่คนไทยทุกคนอยากเห็น หรือการได้เป็นตัวแทนทีมชาติไทยไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก ที่โตเกียว กลางปีนี้ จะเป็นความจริงหรือไม่ “โปรเหมียว” จึงยังไม่รู้ และคงจะยังตอบไม่ได้ในตอนนี้
        
เธอจะบอกเรา ก็ตอนลูกลงหลุมแล้วเท่านั้น

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น