อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564

เติมเต็มชีวิตคู่ด้วย "อ้อมกอดและความเข้าใจ" ในแบบฉบับ "เดือนสว่าง&อภัยพันธ์ คุณาพันธุ์"

เติมเต็มชีวิตคู่ด้วย “อ้อมกอดและความเข้าใจ” ในแบบฉบับ “เดือนสว่าง&อภัยพันธ์ คุณาพันธุ์” เสาร์ที่ 8 พฤษภาคม 2564 เวลา 21.53 น.



จากความสัมพันธ์แบบเพื่อนของเพื่อน สถานะค่อยๆ เลื่อนไปสู่ความเป็น “เพื่อน” และขยับเป็น “แฟน” ก่อนที่อดีตพนักงานด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์โรงแรมระดับ 5 ดาว “เดือน-เดือนสว่าง (สุวพรหม) คุณาพันธุ์” กับ อินทีเรียหนุ่ม “เบียร์-อภัยพันธ์ คุณาพันธุ์” พัฒนาความสัมพันธ์ด้วยการร่วมกันสร้าง “ครอบครัว” ที่โอบล้อมด้วยความรักและความเข้าใจ คุณเดือน เล่าว่า เรียนคณะเศรษฐศาสตร์และภาษาญี่ปุ่น ที่มหาวิทยาลัยออริกอน สหรัฐอเมริกา ส่วนสามีเรียนทางด้าน Interior Architectur & Design, Maryland Institute College of Art สหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกัน ทำให้มีโอกาสได้รู้จักกันเพราะต่างก็เป็นเพื่อนของเพื่อน ก่อนค่อยๆ เรียนรู้และขสถานะจนมาใช้ชีวิตด้วยกันในฐานะคู่แต่งงาน ซึ่งต้องยอมรับว่า หลังผ่านประตูวิวาห์มาใหม่ๆ ต้องปรับตัว

“เราทั้งคู่มีความเป็นเพื่อนกันเยอะ ประกอบกับอยู่ช่วงวัยเดียวกันด้วย จึงมีขัดใจกันบ้าง ไม่ยอมกันบ้าง ทำให้ต้องเริ่มพูดคุยทำความเข้าใจกัน ให้เวลาในการเรียนรู้กัน รวมถึงปรับตัวเข้าหากันค่อนข้างเยอะ  ประกอบกับคุณเบียร์มีข้อดีหลายอย่าง เช่น คำขอโทษซึ่งติดปากเขาอยู่เสมอ และขณะเดียวพร้อมปรับตัวเมื่อรู้ว่าอะไรที่กราไม่ชอบ เขาจะไม่ทำซ้ำ ตรงนี้ก็พลอยทำให้ตัวเองพยายามปรับตัวไปพร้อมๆ กับเขาด้วย เมื่อรู้ว่าสามีไม่ชอบอะไรก็พยายามหลีกเลี่ยง เรียกว่าจับเข่าคุยกันตลอดว่าสิ่งไหนชอบสิ่งไหนไม่ชอบ ปรับปรุงในส่วนนั้นและไม่ทำซ้ำ” คุณเดือนเล่าถึงปฐมบทของการครองเรือนเพื่อสร้างสุขให้แก่กันและกัน



นอกจากการเรียนรู้และยอมรับในตัวตนของกันและกัน อีกปัจจัยหนึ่งที่สามีภรรยาคู่นี้ ให้ความสำคัญกับการดำเนินชีวิตคู่ ก็คือ “ความรักความเข้าใจ” ฝ่ายภรรยา เล่าว่า เป็นความโชคดีของทั้งเธอและสามีที่ได้รับความรักความเอ็นดูจากครอบครัวทั้งสองฝั่ง เลยทำให้เข้าใจในความเป็นตัวตนของกันและกัน อย่างเรื่องที่คุณเบียร์เป็นคนที่รักครอบครัวมาก ซึ่งสัมผัสได้ตั้งแต่ตอนคบหาดูใจเป็นแฟนกัน พอวันหนึ่งที่ได้เข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัว เขาก็รักและดูแลเราทุกอย่าง และไม่ใช่เพียงแค่ตัวเราเท่านั้นแต่ยังมีความรักไปถึงครอบครัวของเราอย่างสม่ำเสมอ ไม่เว้นแม้แต่เพื่อนของเราด้วย ในส่วนของความเข้าใจก็เช่นเดียวกัน คุณเบียร์เป็นลูกคนเล็ก บางมุมมีความเป็นลูกคนเล็ก ขณะที่ตัวเองเป็นลูกคนเดียว ก็มีบางมุมของความเป็นลูกคนเดียว ซึ่งต่างคนจะมีนิสัยบางอย่างที่เราต้องทำความเข้าใจร่วมกัน

การใช้ที่ชีวิตที่ผานมาใช่ว่าคุณเดือนเป็นผู้ได้รับความรักความห่วงใยจากสามีเพียงฝ่ายเดียว เพราะคุณเบียร์เป็นฝ่ายถูกเอาใจใส่และได้รับความรัก ความห่วงใย จากฝ่ายภรรยาไม่น้อยไปกว่ากัน ซึ่งธุรกิจแฮร์แคร์ในชื่อแบรนด์ Kaff & Co. ของครอบครัว “คุณาพันธุ์” คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด 

“คุณเบียร์มีโรคประจำตัวโรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE) จึงห่วงเขาไปหมดทุกเรื่อง เพราะเชื่อว่าถ้าสุขภาพแข็งแรงทุกอย่างก็จะดี เราจะได้ทำอะไรมากมายในสิ่งที่เราสองคนอยากทำด้วยกัน ภารกิจการเสาะแสวงหาสิ่งดีๆ เพื่อสามีจึงเริ่มขึ้น โดยเฉพาะตัวช่วยที่จะเข้ามาแก้ปัญหาผมร่วง เนื่องจากผลข้างเคียงของการกินยารักษาโรคประจำตัวของเขา และจากจุดนี้ทำให้ได้พบกับแชมพูสมุนไพรน้ำมันมะกรูดสกัดเย็น หลังให้สามีทดลองใช้แล้วได้ผลดีจึงเริ่มขยายวงกว้างไปที่คนใกล้ชิดปรากฎว่าได้เสียงตอบรับดีมากเช่นกัน จนนำไปสู่การพัฒนาเป็นแบรนด์ Kaff & Co. ในปี 2014 มุ่งเน้นเรื่องการฟื้นฟูดูแลหนังศีรษะเป็นหลัก จากนั้นกค่อยๆ เติบโตขึ้นมาและไม่หยุดพัฒนาสินค้าที่ยังตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเช่นเดิม” คุณเดือนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจเล็กๆ ที่เกิดจากความรักความห่วงใยภายในครอบครัวของทั้งคู่

การขับเคลื่อน “ชีวิตคู่” แม้ว่าคุณเดือนและคุณเบียร์เลือกใช้หลัก “ความเข้าใจกันและกัน” สำหรับธุรกิจ แบรนด์ Kaff & Co. กลับเลือกใช้หลัก “เหตุและผล” เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ คุณเดือนขอย้อนความหลังว่า เคยทำงานอินทีเรียด้วยกัน ซึ่งมีความเห็นแตกต่างกันบ้างในบางเรื่อง แต่สุดท้ายคุยกันด้วยเหตุและผล ที่สำคัญคือโฟกัสไปจุดที่ความพึงพอใจของลูกค้าเป็นที่ตั้ง แต่จริงๆ เรามีข้อตกลงร่วมกันว่า การจะลงมือทำอะไรสักอย่างต้องทำให้ดีที่สุดตั้งแต่ครั้งแรกเลย  หากคนใดคนหนึ่งมีความเห็นที่สามารถพัฒนาไปได้ดีที่สุด ก็พร้อมก้าวไปในทิศทางเดียวแม้ความเห็นต่างกันบ้าง หลังทำแบรนด์ Kaff & Co. ร่วมกัน โดยทั้งบริษัทมีแค่เราสองคนที่ต้องช่วยกันทำทุกอย่าง ก็ยังคงยึดหลักปฏิบัติเดิม จนมาถึงวันนี้ที่บริษัทเริ่มอยู่ตัวเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง จึงเริ่มขยับขยายรับพนักงานเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ทีม สามีก็เริ่มถอยออกมาเพื่อให้เราดูแลเอง ส่วนเขากลับไปทำงานอินทีเรียดีไซน์ ตามความถนัดเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ได้จะปล่อยออกไปเลยซะทีเดียว เพราะยังช่วยเป็นที่ปรึกษาในเรื่องรูปแบบและแพ็คเก็ตจิ้ง ต่างๆ”

เมื่อถูกถามว่าหากต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคหรือปัญหาต่างๆ มีวิธีใดบ้างในการฝ่าด่านทดสอบเหล่านี้ ฝ่ายผู้นำครอบครัว คุณเบียร์ยกมือขอทำหน้าที่ตอบคำถามว่า ทุกอย่างอยู่ภายใต้หลักความเข้าใจที่มีให้กันเป็นทุนเดิม หากเกิดปัญหาไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งหรือปัญหาอะไรก็ตาม เราจะมองว่านั่นเกิดจากความหวังดีทั้งสิ้น แต่ถ้าเป็นอุปสรรคที่มาจากปัจจัยภายนอก เพราะเราทั้งคู่เป็นคนชัดเจนในเรื่องความตั้งมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง ฉะนั้นไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร จะจับมือให้กำลังใจกันเสมอ พร้อมกับพูดว่าเดี๋ยวจะต้องดีขึ้น เราเริ่มต้นด้วยความตั้งใจที่ดี ดังนั้นผลออกมาย่อมต้องดีที่สุด

 

ถึงจะได้ชื่อว่าเป็น “ครอบครัวที่เข้าอกเข้าใจกันเสมอ” แต่ทั้งคู่ก็ไม่ลืมที่เติมพลังให้แก่กันและกัน ด้วยวิธีง่ายๆ อย่างการจับมือกัน สวมกอดกัน รวมถึงหาเรื่องสนุกๆ มาสร้างความบันเทิงให้แก่กัน และเดินทางท่องเที่ยวออกไปใช้ชีวิตร่วมกันตามโอกาส คุณเดือนบอกว่าในแต่ละวันทั้งสองคนจะตัวติดกันตลอด จึงสรรหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กันฟังเพื่อสร้างรอยยิ้มเสียงหัวเราะให้อีกฝ่าย สำหรับการแสดงความรัก สามีเป็นฝ่ายแสดงออกมากกว่า เพราะตัวเองเป็นลูกคนเดียว อีกทั้งคุณพ่อก็เสียตั้งแต่เด็ก อยู่กับคุณแม่เพียงสองคนการแสดงความรักต่อกันก็พอประมาณ เมื่อเทียบกับทางบ้านของสามี แสดงความรักกันตลอดเวลาทั้งจับมือ กอด หอมแก้ม ฯลฯ 
     
  “ต้นรัก”

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น