อยู่ในภาวะระส่ำระสายจริงๆ สำหรับพรรคเพื่อไทย (พท.) ทั้งๆ ที่เคยยิ่งใหญ่ในทางการเมือง นับตั้งแต่พรรคไทยรักไทย (ทรท.) ต่อเนื่องมาถึงพรรค พท. ลงเลือกตั้งครั้งใด คว้าชัยชนะทุกครั้ง จะเว้นการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่แพ้พรรคประชาชน (ปชน.) แต่ก็ได้เป็นแกนนำรัฐบาลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไล่ตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องมาถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แต่ในช่วง 2 ปีที่เป็นฝ่ายบริหาร ถือว่าล้มเหลว ทั้งคู่ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) อันเนื่องมาจากปัญหาจริยธรรม หาก “น.ส.แพทองธาร” ไม่สามารถเป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้ ทำให้ต้องสรรหาแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งในระหว่างการทำกิจกรรม ยกเครื่องเพื่อไทย-ยกเครื่องประเทศไทย หัวหน้าพรรค พท. เตรียมแคนดิเดตไว้เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งยืนยันไม่ใช้คนในตระกูลชินวัตร และยังมีข่าว “นายวราวุธ ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ทายาทการเมือง “นายบรรหาร ศิลปอาชา” นายกฯ คนที่ 21 เจ้าของพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี อาจจะควบรวมกับพรรค พท. โดย “ลูกท็อป” อาจได้เป็น สส.บัญชีรายชื่อลำดับต้นๆ หรืออาจจะถึงขั้นเป็น 1 ในแคนดิเดตนายกฯ

ด้าน “นายวราวุธ ศิลปอาชา” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ชทพ. กล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุว่า พรรค พท.จะเสนอชื่อให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. ว่า ไม่ทราบว่าใครเป็นคนให้ข่าวดังกล่าว ยืนยันว่าวันนี้ยังเป็นหัวหน้าพรรค ชทพ. พรรคเรามี 10 เสียง ยังอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มก้อน การทำงานของพรรค ชทพ. เราทำงานร่วมกัน ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของใครคนใดคนหนึ่ง ทั้ง 10 สส.รวมทั้งกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชทพ. เราร่วมกันในการตัดสินใจที่จะทำอะไรในทางการเมือง ยืนยันว่าวันนี้เรายังไม่ได้ตกลงกับใคร เราทุกคนยังเป็นพรรค ชทพ. หากจะมีอะไรเกิดขึ้น ขอยืนยันว่า 10 เสียง สส.และกก.บห. รวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แม้จะยืนยันว่ายังเป็นหัวหน้าพรรค ชทพ. แต่ขอบอกว่าหากต้องตัดสินใจทางการเมือง ต้องเป็นเรื่องของ สส. และกก.บห. ต้องตัดสินใจทางการเมืองร่วมกัน

ด้วยสภาพการเมืองที่แบ่งข้างอย่างชัดเจน และด้วยสถานการณ์ที่พลิกผันได้ตลอด ดังนั้นการดำรงพรรค ชทพ.ไว้ น่าจะเป็นผลดีกับนายวราวุธหรือไม่ เพราะสามารถพลิกขั้วได้ตลอดเวลา อีกทั้งบทเรียนของการเป็นนายกฯ นอกตระกูล “ชินวัตร” ทั้งนายสมัคร สุนทรเวช และนายเศรษฐา ทวีสิน น่าจะทำให้นายวราวุธต้องคิดหนัก อีกทั้งในส่วนของพรรค พท.ย่อมทำให้แกนนำพรรคบางคน อาจมีความรู้สึกเหมือนตนเองไม่มีศักยภาพเพียงพอกับการได้รับการคัดเลือกให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ อาจตัดสินไม่อยู่ต่อกับพรรค พท. ดังนั้นดีที่สุดเพื่อยุติความสับสน พรรค พท.อาจต้องรีบเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ เพื่อยุติความสับสน เมื่อเทียบกับพรรคคู่แข่ง พรรคประชาชน (ปชน.) ชู “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” และจะส่งแคนดิเดตนายกฯ ครบทั้ง 3 คน เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นอกจากจะส่ง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ลงชิงเก้าอี้นายกฯ อีกสมัย ยังจะส่งแคนดิเดตอีก 1 คนด้วย นั่นหมายความว่า ถ้าหากพรรค พท.ยังไม่เปิดรายชื่อบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่นายกฯ หากได้เป็นแกนนำรัฐบาล อาจกลายเป็นจุดอ่อนของพรรคสีแดง กับการสร้างกระแสในช่วงก่อนมีการเลือกตั้ง
ส่วนความคืบหน้าคดีการเสนอสินบน 40 ล้าน “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อแลกกับการไม่ให้เร่งปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และพนันออนไลน์นั้น ในส่วนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้านเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีของกองปราบปรามอยู่ระหว่างเร่งพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีการจัดส่งกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.1 บก.ป. ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ต่างๆ ที่มีการกล่าวอ้างว่าเป็นสถานที่ที่นายภูวศิษฐ์ ไชยอรุณโรจน์ หรือ “คิว” นัดเจรจาพูดคุยกับคนกลาง เกี่ยวกับเรื่องที่จะให้คนกลาง นำข้อเสนอสินบน 40 ล้านบาท แลกกับการให้หยุดหรือชะลอการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และพนันออนไลน์ ในช่วงนี้ไปเสนอต่อ นายไชยชนก ทั้งนี้ก็เพื่อพิสูจน์ทราบให้แน่ชัดว่า มีการเจรจาพูดคุยกันที่สถานที่ดังกล่าวจริงหรือไม่

ขณะเดียวกันทางพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ยังเตรียมออกหมายเรียกพยานบุคคลต่างๆ ประมาณ 3-4 คน ที่ถูกพาดพิงว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวมาเข้าให้ปากคำในฐานะพยานเพื่อซักถามข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปประกอบสำนวนคดีและพยานหลักฐานต่างๆ ก่อนรวบรวมส่งต่อให้กับ ป.ป.ช. พิจารณาต่อไป
ด้าน “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุไม่ไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเทคโนโลยีสารสนเทศฯ แต่ส่งเอกสารชี้แจงสินบน 40 ล้านบาทแทน ว่า ยังมีข้อมูลที่อยู่ในกระบวนการ จึงมีความกังวลว่า ถ้าเราให้ข้อมูลเพิ่มเติมน่าจะมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และการดำเนินคดีจึงอยากรอให้เป็นไปตามกระบวนการ ถ้าในกระบวนการมีข้อสรุป ยินดีให้ข้อมูลพร้อมจะชี้แจงอยู่แล้ว ยืนยันทุกอย่างที่ตนพูดไปเป็นเรื่องจริง จึงอยากให้รอกระบวนการ รอให้มีการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดี ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ พร้อมยืนยันว่าทุกข้อมูลที่ออกไปส่งผลแน่นอน ขอให้ตนได้เก็บข้อมูล ไม่อยากให้ฝ่ายไหนออกมาพูดเลย เมื่อถามอีกว่าขบวนการนี้จะเกี่ยวข้องกี่คน และกระบวนการเป็นอย่างไรนั้น นายไชยชนก กล่าวว่า ขอให้รอพ้นการสืบสวนสอบสวน น่าจะมีการซัดทอดกันไปเรื่อยๆ ซึ่งผลสอบจะไม่นาน ไม่น่าจะถึง 1 เดือน นายไชยชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการดังกล่าวน่าจะมีความพยายามติดต่อมาหลายครั้ง มีการติดต่อผ่านช่องทางมาหาตน แต่ไม่ได้ติดต่อโดยตรง พร้อมบอกว่าหน่วยงานเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานแต่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญ จะดำเนินการสุดความสามารถ ส่วนรัฐบาลที่ผ่านมามีการจ่ายสินบนหรือไม่นั้น ตนคอนเฟิร์มไม่ได้ คงต้องรอกระบวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะสาวลึกไปถึงผู้เกี่ยวข้องได้มากน้อยแค่ไหน และบทสรุปที่เกิดขึ้น จะมีผลกระทบกับ “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หรือไม่

ในที่สุดก็มีความชัดเจน หลัง “กรมราชทัณฑ์” มอบหมายภารกิจให้ “นายทักษิณ ชินวัตร” ในฐานะผู้ต้องขัง เป็นอาจารย์ภาษาอังกฤษให้ผู้ต้องขังในเรือนจำ โดย “พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล” อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีการคุมขังนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะมีแผนฝึกอบรม หรือให้ออกไปบำเพ็ญประโยชน์ ตามที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวให้สัมภาษณ์ว่าบิดาอยากช่วยคุมการลอกท่อว่า นายทักษิณเป็นผู้ต้องขังสูงอายุ คงไม่ทำงานใช้แรงมาก จึงอยากให้ไปช่วยเหลือด้านการศึกษา เช่น เป็นอาจารย์ภาษาอังกฤษให้ผู้ต้องขังในเรือนจำมากกว่า แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเริ่มเมื่อใด ต้องเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์เรือนจำ ส่วนการยื่นขอทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ครั้งที่ 2 ของนายทักษิณนั้น เป็นไปตามขั้นตอน
สำหรับกรณีการเข้าเกณฑ์ผู้ต้องขัง ที่จะได้รับการพักโทษนั้น รายงานข่าวภายในกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงว่า ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ผู้ต้องขังทั่วไปจะต้องรับโทษมาไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 แต่หากเป็นผู้ต้องขังอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ระเบียบกำหนดต้องรับโทษมาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 6 เดือนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อคำนวณโทษออกมาแล้ว เงื่อนใดมีโทษมากกว่ากัน โดยให้ยึดตามโทษที่มากกว่า ผู้เข้าหลักเกณฑ์จึงจะสามารถยื่นขอรับการพักโทษได้ จากนั้นกรมราชทัณฑ์ก็จะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการเพื่อพิจารณา ซึ่งจะมีการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง โดยหลักเกณฑ์นี้เป็นระเบียบที่ใช้กับผู้ต้องขังทุกราย ส่วนกรณีของนายทักษิณนั้น กรมราชทัณฑ์เน้นดูแลใน 2 เรื่อง คือ ดูแลสุขภาพ ยารักษาโรคตามที่มีประวัติความเจ็บป่วย ส่วนอีกเรื่อง คือความปลอดภัย และการป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองภายในเรือนจำ เนื่องจากภายในเรือนจำกลางคลองเปรม มีผู้ต้องขังที่มีความเห็นทางการเมืองหลากหลาย จึงต้องมีการแยกแดนเพื่อลดการเผชิญหน้าของผู้ต้องขังแต่ละกลุ่ม

ส่วนการยื่นขอทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ครั้งที่ 2 ต้องเป็นนักโทษประหารชีวิตหรือไม่นั้น ไม่จำเป็น เนื่องจากการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายเป็นสิทธิของผู้ต้องขังทุกคน โดยในชั้นเรือนจำฯ และกรมราชทัณฑ์ จะทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารว่าครบถ้วนหรือไม่ โดยเป็นพระราชอำนาจวินิจฉัยต้องส่งไปตามขั้นตอน ยกตัวอย่างกรณี นายบรรยิน ตั้งภากรณ์ เคยถูกตัดสินประหารชีวิตก็ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ แต่หากฎีกาถูกยกคือไม่ลดโทษให้ ดังนั้น อีก 2 ปี จึงขอยื่นได้ใหม่อีกครั้ง
ที่น่าสนใจคือระเบียบกำหนดการพักโทษ ผู้ต้องขังที่มีอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ต้องรับโทษไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 6 เดือนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อคำนวณโทษออกมาแล้ว เงื่อนใดมีโทษมากกว่ากัน โดยให้ยึดตามโทษที่มากกว่า ผู้เข้าหลักเกณฑ์จึงจะสามารถยื่นขอรับการพักโทษได้
“ทีมข่าวการเมือง”



