เมื่อวันที่ 11 ต.ค. นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ตนเห็นข่าวแกนนำคนเสื้อแดงนัดชุมนุมกิจกรรมกินข้าวเที่ยงที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ทุกวันเสาร์ เพื่อให้กำลังใจนายทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม และเพื่อเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ขณะเดียวกันถือเป็นกิจกรรมของอดีตแกนนำ นปช. บางคน ที่ต้องการเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อสร้างกระแสความนิยมหรือคะแนนสงสารของนายทักษิณ เพื่อสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคเพื่อไทยไปด้วย ซึ่งเห็นได้ว่าพรรคเพื่อไทยและกลุ่มผู้สนับสนุนนายทักษิณ พยายามจะทำกิจกรรมเพื่อให้ชื่อของนายทักษิณ อยู่ในกระแสของสื่อตลอดเวลา เพราะคาดหวังว่านายทักษิณ เป็นคนเดียวที่สามารถจะทำให้คะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยฟื้นขึ้นมาได้ โดยจัดกิจกรรมกินอาหารมื้อเที่ยงที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม หลายครั้ง

นายเทพไท กล่าวอีกว่า นอกจากนี้มีการเคลื่อนไหวของบุคคลในครอบครัวของนายทักษิณ เข้าเยี่ยมนายทักษิณ โดยมีมวลชนคนเสื้อแดง หรือผู้สนับสนุนนายทักษิณมารอรับ เป็นการสร้างกระแสหรือสร้างข่าวเพื่อไม่ให้ตกกระแสสื่อ รวมถึงมีความพยายามเคลื่อนไหวภายนอกเรือนจำเช่นกัน ซึ่งเห็นได้จากกรณีที่นายทักษิณ แจ้งกับ น.ส.แพทองธาร ตอนเข้าเยี่ยม ว่าจะขอออกมาทำหน้าที่ควบคุมนักโทษที่ลอกท่อนอกเรือนจำ แต่เจ้าหน้าที่เรือนจำเปิดเผยเงื่อนไขว่า นายทักษิณยังไม่เข้าเกณฑ์เงื่อนไขนักโทษที่จะออกมาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์นอกเรือนจำได้ จนล่าสุด อธิบดีกรมราชทัณฑ์ระบุว่าหางานใหม่ให้นายทักษิณ เป็นครูสอนภาษาอังกฤษแก่นักโทษ แต่การทำกิจกรรมในเรือนจำคงไม่เป็นข่าว หรือมีภาพข่าวออกมาเคลื่อนไหวข้างนอก ซึ่งอาจผิดเจตนารมณ์ของนายทักษิณ ที่ต้องการเคลื่อนไหวให้เป็นประเด็นทางสื่อ สร้างผลสะเทือน หรือสร้างกระแสความนิยม คะแนนสงสารให้ตัวเอง และเชื่อมโยงไปยังคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยที่กำลังตกต่ำ

นายเทพไท กล่าวว่า อยากให้จับตาดูความเคลื่อนไหวของแกนนำคนเสื้อแดง ที่นำเอาประเด็นของนายทักษิณติดคุก มาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวทางการเมือง และนำเอาเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นประเด็นบังหน้า ทั้งที่สมัยพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล เป็นรัฐบาลอยู่ 2 ปี การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีความคืบหน้า แต่เมื่อไปเป็นฝ่ายค้าน กลับนำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเรียกร้องอีก ตนจึงไม่แน่ใจว่าการเคลื่อนไหวของแกนนำ นปช. และคนของพรรคเพื่อไทย จะถูกประชาชนจับได้ไล่ทันหรือไม่ ผลจะออกมาอย่างไร จึงพิสูจน์กันในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้