เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จัดประชุมชี้แจงการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2569 โดยในช่วงเช้ามีการรายงานผล การศึกษาผลการประเมินสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในด้านการบริหารจัดการ และนัยจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย โดย ดร.ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร เชี่ยวชาญในสาขาเศรษฐมิติและสถิติตามแนวทาง Bayesian สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ
ดร.ณัฐนันท์ เปิดเผยว่า ในการประเมิน สปสช. จะดู 3 อย่างคือ 1.หลักการประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบฯ และการดำเนินการ 2.ดูข้อมูลต่างๆ จากแหล่งต่างๆ และ 3.การดำเนินการตามนโยบาย โดยเฉพาะการเบิกจ่ายเงิน เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้ ผลการศึกษาแบ่งได้เป็น 5-6 เรื่อง เรื่องแรกการประเมินและกำกับองค์กร การดำรงตำแหน่งตามเจตนารมณ์ของระเบียบ กฎหมาย ที่ต้องการให้หมุนเวียนผู้มาดำรงตำแหน่งกรรมการ สปสช. (บอร์ด สปสช.) จึงไม่ควรดำรงตำแหน่ง 2 วาระติดต่อกัน และยังดูด้วยว่า ในอนุกรรมการต่างๆ มีชื่อบุคคลซ้ำกันหรือไม่ ทั้งนี้ผลพบว่า บางคนมีการเปลี่ยนบอร์ดจากบอร์ดหลักมาก่อนแล้ว ไปเป็นบอร์ดควบคุม กรรมการบางคนดำรงตำแหน่ง 2 วาระ ไปมีชื่อในอนุฯ ต่างๆ ชื่อปรากฏมากกว่า 11 ครั้ง เช่น ไปเป็น อปสข. ซึ่งไม่ถือว่าผิดหลักเกณฑ์ ไม่ผิดกฎหมาย แต่เรียกว่าไม่ถูกหลักการเพราะเราต้องการที่จะควบคุม แต่ลักษณะเช่นนี้ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรกที่ต้องการเห็นการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลง จึงขอให้ปรับเปลี่ยนคนที่เป็นกรรมการครบ 2 วาระ แล้วขอให้พักไปก่อน เพื่อให้คนอื่นได้เข้ามาเป็น นำความรู้ความสามารถพัฒนา สปสช. และบัตรทอง
“ก็มีความเห็นเรื่องนี้หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบเบื้องต้นยังพบว่า คนพูดเป็นเรื่องเดิมๆ คนไม่พูดก็ไม่พูด โดยคนที่พูดจะเป็นอาวุโส ทำให้ท่านอื่นไม่ค่อยกล้าพูด อย่างตนเคยเข้าไปดูในบอร์ดหลัก จะพูดว่ามตินี้ใครไม่เห็นด้วยบ้าง นี่เป็นวัฒนธรรม นอกจากนี้ กรรมการที่เป็นผู้แทนกระทรวงต่างๆ มาก็หมุนเวียนไป” ดร.ณัฐนันท์ กล่าว
ดร.ณัฐนันท์ กล่าวต่อว่า สรุปผลการประเมินในส่วนองค์กร พบว่า องค์ประกอบกรรมการ และอนุกรรมการ ในเรื่องบทบาทของกรรมการ ยังไม่สูงนัก แต่การตรวจสอบการทำงานก็ถือว่าค่อนข้างเข้มข้น มีการทำตามกฎหมาย ตามระเบียบ การประเมินประสิทธิภาพ ชุดสิทธิประโยชน์ก็ทำได้ดี ส่วนผลประโยชน์ทับซ้อน เท่าที่พบไม่มี แต่ปัจจัยที่จะเอื้อให้ผลประโยชน์ทับซ้อนต้องระวัง อย่างข้อมูลงบขาขึ้น ขาลง แม้กระทั่งระเบียบที่ปรับใหม่ มีบางอย่างที่เราหาไม่เจอเช่นงบขาขึ้น ไม่เจอในข้อมูลของ สปสช. แต่ไปเจอในเว็บไซต์สำนักนายกฯ เรื่องความโปร่งใสค่อนข้างดี การมีส่วนร่วมประชาชน มีกลไกอื่นๆ ในการมีส่วนร่วมทำได้ดี
นอกจากนี้ การศึกษายังดูเรื่องงบประมาณ พบว่ามีขั้นตอนซ้ำซ้อน ควรย่นเวลาให้กระชับขึ้น ซึ่งเคพีไอ สปสช. ทำค่อนข้างดี แต่กระบวนการติดซียังมีมากขึ้น อาจเป็นที่กำลังคน กำลังงานอาจไม่แมตช์กัน ซึ่งถือเป็นปัญหา ขณะที่ อัตราการเรียกเงินคืนต่ำ แต่วงเงินที่เรียกคืนนั้นสูง ซึ่งน่าเป็นห่วงเพราะบางครั้งการเรียกเงินคืน 10,000 บาท หากเป็นโรงพยาบาลใหญ่คงไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นหน่วยบริการเล็กๆ หรือคลินิกต่างๆ ก็ต้องเห็นใจเขา เพราะต้องดูว่ามูลค่าค่อนข้างน่าเป็นห่วง รวมถึงปัญหาการออกประกาศย้อนหลัง มีปัญหามาก ควรต้องมาดูว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร การบริหารจัดการยังเป็นปัญหาพอสมควร ส่วนเรื่องการทำงบขาขึ้นทำได้ดี แต่ข้อมูลต้องชัดเจนและเปิดเผย ลดขั้นตอนลง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของงบขาลงยังพบว่ามีปัญหาเพราะไม่สอดคล้องกับขาขึ้น ในเรื่องการจัดทำการบริหารงบขาลงถือว่าดี แต่การควบคุมงบประมาณยังเป็นปัญหา หลายกรณียังต้องใช้งบกลาง
“ข้อเสนอแนะ มีหลายประเด็น โดยได้มีโอกาสเสนอในที่ประชุม สปสช. โดยเลขาฯ บอกว่าจะรับข้อเสนอแนะไปพิจารณา เพราะ สปสช. เป็นหน่วยงานที่ต้องปรับปรุงตนเอง” ดร.ณัฐนันท์ กล่าว.



