เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ที่อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคารเอ) ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ คณะ สว.สำรอง นำโดย นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล พร้อมทีมกฎหมาย เดินทางไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอเอ) ระหว่างพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย
โดยนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล กล่าวว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง เพื่อให้ศาลตรวจสอบว่าการทำข้อตกลงทางการเมืองระหว่าง 2 พรรคดังกล่าว เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ โดยมีผู้ถูกร้อง ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน พรรคประชาชน, นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และพรรคภูมิใจไทย เพื่อให้ศาลพิจารณาเอาผิดในเรื่องของการทำเอ็มโอเอระหว่าง 2 พรรคการเมือง ซึ่งอาจเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง
นายอัครวัฒน์ กล่าวอีกว่า เราอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน โดยมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการที่พรรคการเมืองได้มีการสมยอมหรือทำข้อตกลงในลักษณะพันธสัญญานั้น เป็นการเอื้อผลประโยชน์หรือแอบแฝงให้เกิดผลประโยชน์สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือไม่ อีกทั้งบันทึกข้อตกลงระหว่าง 2 พรรคที่อยู่ในเอ็มโอเอ จนทำให้ได้มาซึ่งนายกฯ เสียงข้างน้อยนั้น หากวิเคราะห์และพิจารณาให้ดี จะเห็นได้ว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่เปิดทางให้เสียงข้างน้อยได้บริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งอาจเข้าลักษณะการสมยอมกันหรือไม่
“คนหนึ่งบอกอยากเป็นนายกฯ อีกคนบอกอยากเป็นฝ่ายค้าน แต่ไม่ขอรับตำแหน่งใด ๆ ในคณะรัฐมนตรี แบบนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่าในการทำงานตรวจสอบรัฐบาลโดยฝ่ายค้าน จะตรวจสอบกันได้อย่างถูกต้องเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ผมมองว่าหากมีการเอื้อประโยชน์กัน สมยอมกันในการอภิปรายและในการตรวจสอบ แต่พอถึงเวลาจริงในการโหวต ทิศทางกลับคนละเรื่อง ก็อาจเป็นเพียงละครฉากหนึ่งหรือไม่ เรื่องนี้ต้องให้ประชาชนช่วยกันพิจารณา” นายอัครวัฒน์ กล่าว
นายอัครวัฒน์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้มีความประสงค์อยากให้มีการยุบพรรคการเมือง แต่จุดประสงค์และความใฝ่ฝันของตน คืออยากเห็นประชาธิปไตยที่เกิดจากประชาชนอย่างสง่างาม หากพรรคการเมืองใดทำความผิดหรือบริหารประเทศไม่ได้ ก็ให้ใช้ปลายปากกาของประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสิน แต่เมื่ออยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย เราทุกฝ่ายก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ตนในฐานะ สว.สำรอง หากได้เข้าไปทำงาน ก็จะทำหน้าที่โดยไม่เกรงกลัวอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่ากลุ่มอำนาจนั้นจะเป็นใคร
เมื่อถามถึงการทำหน้าที่ของ สว. ที่โหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า ประชาชนคงได้เห็นแล้วว่า สว.สีน้ำเงิน ที่มีการฮั้วเลือกกันมา ในตอนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง มีการไม่เคารพสิทธิในระบอบประชาธิปไตย ย้ำว่าการเลือกตั้งต้องมาด้วยความสุจริตและต้องเคารพกติกาการแข่งขัน เราต้องยอมรับผลได้
นายอัครวัฒน์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเรื่องนี้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 1 ปีแล้ว แต่ กกต. ไม่ได้ปฏิบัติด้วยความเป็นกลาง และไม่ทราบว่าเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ ตนไม่สามารถยืนยันได้ว่า สว. ที่กำลังทำหน้าที่อยู่ในขณะนี้มีความรู้ความเชี่ยวชาญจริงหรือไม่
นายอัครวัฒน์ กล่าวย้ำว่า หากจะถามว่าทำไมตนต้องติดตามเรื่องนี้ เกี่ยวกับการเอาผิดพรรคการเมือง เนื่องจากมีรายชื่อของตนอยู่ใน 229 คน ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในการเลือก สว. ซึ่งหนึ่งในนั้นมีรายชื่อของนายอนุทิน รวมถึงรัฐมนตรีหลายคนเช่นกัน



