ตามที่ พระพรหมวัชรธีราจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้ลงนามในคำสั่งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง แต่งตั้งผู้ช่วยศาสตราจารย์ โดยแต่งตั้งให้ พระอนันต์ อภินนฺโท อายุ 35 พรรษา 16 สังกัดวิทยาลัยสงฆ์นครราชสีมา ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค.2569 เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 26 ส.ค.2569 นั้น

สำหรับการที่พระอนันต์ อภินนฺโท ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งทางวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ขณะที่อายุ 35 ปี นับว่าเป็นพระสงฆ์ที่มีอายุน้อยที่สุดรูปหนึ่งที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ซึ่งพระอนันต์ ยอมรับว่า เป็นเกียรติภูมิความสำเร็จของตนเองและครูบาอาจารย์ ทั้งครูบาอาจารย์ หลวงพ่อเจ้าอาวาส พระครูโอภาสวีรคุณ ผู้บริหารโดยมีพระราชวัชรคุณบัณฑิต รองอธิการบดีวิทยาเขตนครราชสีมา เพื่อนร่วมงาน สหธรรมิก และญาติโยมชาวชุมชนนาโปใหญ่ ที่อยู่เบื้องหลังเป็นกำลังใจแรงผลักดัน ซึ่งเป็นความภาคภูมิที่แสดงออกถึงความสำเร็จในการพากเพียรพยายามของตนเอง ในตำแหน่งทางวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ในวัยอายุนี้น้อยคนที่จะได้รับ ภูมิใจว่าเส้นทางอนาคตทางวิชาการอีกยาวนานนี้ จะได้มีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานวิชาการ ความก้าวหน้าให้เกิดประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัย ต่อพระพุทธศาสนาและสังคมประเทศชาติ ได้ในอนาคตต่อไป

พระอนันต์ กล่าวต่อไปว่า ในฐานะตำแหน่งทางวิชาการที่ได้รับ คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ก็จะรับรู้กันว่า เป็น “พระนักวิชาการ” ก็มองว่า เราควรจะต้องมีคุณลักษณะที่พิเศษ คือ ต้องเป็นผู้นำ เป็นผู้ที่มีความรอบรู้ทางวิชาการทั้งพระพุทธศาสนาและศาสตร์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในปัจจุบันเสมอ เช่น ภาษาใหม่ๆ ของสังคมที่ติดเทรนด์ในปัจจุบัน รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ ในปัจจุบัน เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว รวมทั้งต้องหมั่นพัฒนาตนเองทั้งความรู้ความสามารถอยู่ตลอดเวลาให้ก้าวทันเทคโนโลยีใหม่ๆ และมีวิสัยทัศน์ (vision) กว้างไกลด้วย คือ มองอนาคตออก ว่า แนวโน้มสังคมจะไปในทิศทางใด เป็นต้น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจบริบทสภาพสังคมปัจจุบันครบถ้วนทุกมิติควบคู่ไป เพราะถ้าเราเป็นพระนักวิชาการ แล้วไม่เข้าใจสังคมก็จะไม่สามารถเป็นเสาหลักพึ่งพิงทางปัญญาให้แก่สังคมได้ คือ ไม่ตอบโจทย์ ไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมได้ นั่นคือ ต้องเป็นทั้งพระในพระพุทธศาสนา ทั้งนักวิชาการควบคู่กันไป พระนักวิชาการควรมี 3 อย่าง คือ รู้เท่าทันโลก เข้าใจหลักธรรม และสื่อสารกับผู้คนได้

ขณะเดียวกันนอกจากจะได้แต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ในวัยเพียง 35 ปี แล้ว พระอนันต์ยังจบปริญญาเอกอีก 2 ใบจาก มจร โดยเป็นปริญญาเอกพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต หรือ พธ.ด. (พระพุทธศาสนา) และ พธ.ด. (ปรัชญา) ซึ่ง พระอนันต์ บอกว่า ปริญญาเอกพระพุทธศาสนา เพื่อมุ่งศึกษาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาเพื่อการดับทุกข์ ซึ่งคือการแก้ปัญหาสังคมในเชิงศาสนา และประยุกต์ใช้กับศาสตร์ต่างๆ ให้ได้ประโยชน์ต่อสังคมและตนเองในปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งหลักการทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักใหญ่ ส่วนการศึกษาปริญญาเอกทางด้านปรัชญาจะศึกษาเน้นแนวคิดปรัชญาต่างๆ  ทั้งแนวพุทธและสากลที่มีอยู่ในโลกนี้ ซึ่งจะแตกแขนงความรู้ออกไปจากพระพุทธศาสนา ทำให้เห็นมุมมองที่กว้างขึ้นลึกขึ้น และเข้าใจโลกได้มากขึ้น การศึกษาทั้งสองศาสตร์ เพื่อจะได้เข้าใจมุมมองปัญหาได้หลากหลายแง่มุมมากขึ้น คือ รู้ในแง่มุมกว้างขึ้น มีความเข้าใจสังคม ปัญหาต่างๆ บริบทแนวคิดต่างๆ ได้หลากหลายและลึกซึ้ง ไม่เฉพาะแต่หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น ทำให้สามารถพัฒนาและนำมาประยุกต์ใช้ได้ในสาขาวิชาชีพที่เป็นอยู่ของตนเองได้มีประสิทธิภาพ ได้ประโยชน์มากขึ้น ในบทบาทการเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย ก็จะสามารถศึกษาค้นคว้าพัฒนาสร้างงาน วิจัย และถ่ายทอดความรู้ แก่นิสิตนักศึกษาได้ลึกซึ้งและกว้างขวาง หลากหลายขึ้น อีกทั้งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ ประยุกต์ใช้ในบริบทของปฏิบัติตน ในเพศสมณะคู่ขนาน ดำรงตนเป็นพระภิกษุในทางพระพุทธศาสนา และช่วยเกื้อกูลงานคณะสงฆ์ได้อย่างดี อีกทางหนึ่งด้วย

“การศึกษาเล่าเรียน คือ การพัฒนาตนเอง การศึกษาไม่ได้จบแต่เพียงได้รับวุฒิการศึกษา แต่คือ การพัฒนาตนเอง เรียนรู้ ต่อยอด อยู่เสมอ เพราะเทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง หากเราต้องการเป็นผู้ที่จะประสบความสำเร็จเราต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ แล้วความสำเร็จจะตามมาเองทั้งในแง่หน้าที่การงาน หรือชีวิตส่วนตน การศึกษาหมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอจะนำมาซึ่งความสำเร็จในที่สุด” พระอนันต์ กล่าว