นายวิคเตอร์ เซเมนอฟ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทย กล่าวว่า ความเป็นรัฐของยูเครนไม่ได้มีจุดเริ่มต้นในปี 2534 แต่เป็นประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปนานหลายพันปี และยูเครนประกาศเอกราชครั้งแรกเมื่อปี 2461 หลังการล่มสลายของจักรวรรดิรัสเซีย

ทว่าหลังจากนั้น ดินแดนยูเครนถูกยึดครองโดยกองกำลังบอลเชวิก และถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ภายใต้ระบบที่ปราบปรามภาษา วัฒนธรรม และชีวิตทางการเมืองของชาวยูเครน เป็นเวลานานกว่า 70 ปี จนกระทั่งยูเครนฟื้นฟูเอกราชและประกาศอิสรภาพอย่างเป็นทางการในยุคสมัยใหม่ เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2534 หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

อุปทูตเซเมนอฟ ระบุว่า การกล่าวถึงความเป็นมาของการฟื้นฟูเอกราชของยูเครน มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพื่ออธิบายว่า ยูเครนเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรม ภาษา และประเพณีที่แตกต่างอย่างชัดเจน ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่โฆษณาชวนเชื่อจากรัสเซียนำเสนอ อีกทั้งการจัดการแถลงข่าวในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงรายละเอียดสถานการณ์ที่แนวหน้าของการสู้รบช่วงฤดูร้อน และการเริ่มต้นเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว

อุปทูตกล่าวว่า ยูเครนเตรียมรับมือกับฤดูหนาวที่อาจยากลำบากกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากการโจมตีของรัสเซียหลายครั้งในปีนี้ ถือเป็นความพยายามทำให้ยูเครนขาดแคลนไฟฟ้า การทำความร้อน และอาหารในบางครั้ง ซึ่งการโจมตีเหล่านี้ไม่มีเหตุผลทางทหาร แต่มีจุดประสงค์เพื่อคุกคามพลเรือน และทำลายแหล่งความร้อนของประชาชนหลายหมื่นคน ก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูกาลที่มีอากาศหนาวเย็น

นายวิคเตอร์ เซเมนอฟ (กลาง) อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตยูเครนประจำประเทศไทย

นอกจากนี้ อุปทูตเซเมนอฟ กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำสงครามของรัสเซียพึ่งพาการสนับสนุนจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเกาหลีเหนือ และมีการยืนยันว่ารัสเซียได้รับความช่วยเหลือจากเกาหลีเหนือในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธ กระสุนปืนใหญ่ และกำลังทหาร

แม้สงครามในยูเครนในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ถือเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ยูเครนยังคงควบคุมสถานการณ์ที่แนวหน้าของการสู้รบ และไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามที่รัสเซียคาดคิดไว้ โดยอุปทูตชี้ให้เห็นว่า การยึดครองดินแดนของรัสเซียไม่มีการรุกคืบที่ได้รับการยืนยัน ในช่วงกลางเดือน ส.ค. และรัสเซียไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ได้

อนึ่ง อุปทูตเซเมนอฟ กล่าวว่า ยูเครนยกระดับการโจมตีต่อสิ่งอำนวยความสะดวกที่สนับสนุนกองกำลังรัสเซีย ทั้งในดินแดนยูเครนที่ถูกยึดครองชั่วคราว และภายในดินแดนรัสเซีย ซึ่งการโจมตีข้างต้นถือเป็นการใช้กำลังเพื่อป้องกันตนเอง ตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ และแตกต่างจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียที่มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน ซึ่งไม่ใช่การตอบโต้การโจมตีของยูเครน แต่เป็นกลยุทธ์ระยะยาวของรัฐบาลมอสโก

ยิ่งไปกว่านั้น อุปทูตยังเน้นย้ำว่า ยูเครนต้องการให้สงครามยุติลง และเชื่อว่าการทูตวิธีเดียวที่มีประสิทธิภาพ โดยยูเครนเรียกร้องให้มีการเจรจาที่มีความหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรลุสันติภาพที่ยุติธรรมและยั่งยืน อย่างไรก็ตาม รัสเซียยังคงปฏิเสธการเจรจาสันติภาพ เช่นเดียวกับรัฐบาลมอสโกที่ปฏิเสธการหยุดยิงตามแนวรบในปัจจุบัน

สำหรับประเด็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อุปทูตเซเมนอฟ แสดงความคิดเห็นว่า ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ไม่ใช่สิ่งใหม่ที่รัสเซียคิดค้นขึ้น และยูเครนเองก็ใช้เอไอในปฏิบัติการช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเช่นกัน ซึ่งอุปทูตชี้ว่า ความได้เปรียบในสงครามเทคโนโลยี จะตกเป็นของฝ่ายที่สามารถก้าวไปสู่เทคโนโลยีขั้นต่อไปได้ก่อน

ทั้งนี้ อุปทูตเซเมนอฟ ระบุว่า ยูเครนพยายามทุกวิถีทางเพื่อดึงดูดการสนับสนุนจากนานาชาติ และประชาชนชาวยูเครนจะต้องการการสนับสนุนดังกล่าวเพื่อผ่านพ้นฤดูหนาวที่ยากลำบาก พร้อมกับเสริมว่า ประเทศไทยมอบความช่วยเหลือให้กับยูเครนในช่วงฤดูหนาว ผ่านสภากาชาดไทยมาโดยตลอด และทางยูเครนจะรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง หากประเทศไทยสามารถเพิ่มความช่วยเหลือในปีนี้ได้ ก่อนถึงเดือนที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุด

ท้ายที่สุด อุปทูตเซเมนอฟเรียกร้อง ให้มีการประเมินและรายงานความคืบหน้าของสถานการณ์ในยูเครนตามความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียที่ดำเนินอยู่ ตลอดจนถ่ายทอดข้อความถึงประชาชนชาวไทยให้เชื่อในยูเครน เสรีภาพ และความเป็นอิสระ ว่าในขณะนี้ ยูเครนกำลังปกป้องดินแดนของตนเอง หลักการ กฎหมายระหว่างประเทศ และกฎบัตรสหประชาชาติ.

เรื่อง-ภาพ : นภัทร แจ้งอัมพร