รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
1.เวียดนามและไทย ขาดดุลการค้าจีนในระดับสูง
ปี 2025 การค้าระหว่างจีนกับอาเซียนมีมูลค่ารวมประมาณ 1.06 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจีนส่งออกสินค้าไปอาเซียนมูลค่า 666.2 พันล้านดอลลาร์ และนำเข้าสินค้าจากอาเซียนมูลค่า 389.6 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้อาเซียนขาดดุลการค้ากับจีนรวมประมาณ 276.6 พันล้านดอลลาร์
เมื่อพิจารณารายประเทศ พบว่า เวียดนามเป็นตลาดส่งออกสินค้าอันดับหนึ่งของจีนในอาเซียน โดยจีนส่งออกไปเวียดนามมูลค่า 198.6 พันล้านดอลลาร์ รองลงมาคือมาเลเซีย 103.8 พันล้านดอลลาร์ และไทย 103.7 พันล้านดอลลาร์
ด้านดุลการค้า เวียดนามเป็นประเทศอาเซียนที่ขาดดุลการค้ากับจีนสูงที่สุดถึง 100.6 พันล้านดอลลาร์ รองลงมาคือไทย 53.8 พันล้านดอลลาร์ สิงคโปร์ 46.4 พันล้านดอลลาร์ และฟิลิปปินส์ 39.0 พันล้านดอลลาร์ ตามลำดับ
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าไทยและเวียดนามกำลังพึ่งพาสินค้านำเข้าจากจีนในระดับสูง โดยเฉพาะเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ วัตถุดิบ ชิ้นส่วนการผลิต ยานยนต์ไฟฟ้า และสินค้าสำเร็จรูป ขณะที่มูลค่าการส่งออกของทั้งสองประเทศไปยังจีนยังเติบโตไม่ทันกับการนำเข้า ส่งผลให้การขาดดุลการค้ากับจีนขยายตัวและอาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อโครงสร้างการผลิตภายในประเทศในระยะยาว
ตารางที่ 1: การค้าจีนและอาเซียน ปี 2025 (พันเหรียญ)
| ประเทศ | จีนส่งออก | จีนนำเข้า | ดุลการค้า |
| กัมพูชา | 19,607,701 | 2,685,826 | 16,921,875 |
| อินโดนีเซีย | 85,403,951 | 82,262,185 | 3,141,766 |
| ฟิลิปฟินส์ | 55,689,008 | 16,726,582 | 38,962,426 |
| สิงคโปร์ | 83,014,651 | 36,588,885 | 46,425,766 |
| มาเลเซีย | 103,789,984 | 88,116,209 | 15,673,775 |
| ลาว | 4,322,990 | 5,475,334 | -1,152,344 |
| เมียนมา | 11,370,895 | 7,886,496 | 3,484,399 |
| ไทย | 103,652,226 | 49,813,035 | 53,839,191 |
| บรูไน | 726,567 | 2,003,027 | -1,276,460 |
| เวียดนาม | 198,629,477 | 98,010,617 | 100,618,860 |
| รวม | 666,207,450 | 389,568,196 | 276,639,254 |
ตารางที่ 2 : ส่งออกของจีนไปอาเซียนและที่ขาดดุลกับจีน (พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
| อันดับ | ตลาดส่งออกของจีนในอาเซียน | จีนส่งออก | ประเทศที่ขาดดุลกับจีนมากที่สุด | มูลค่าขาดดุล |
| 1 | เวียดนาม | 198.6 | เวียดนาม | 100.6 |
| 2 | มาเลเซีย | 103.8 | ไทย | 53.8 |
| 3 | ไทย | 103.7 | สิงคโปร์ | 46.4 |
| 4 | อินโดนีเซีย | 85.4 | ฟิลิปปินส์ | 39 |
| 5 | สิงคโปร์ | 83 | กัมพูชา | 16.9 |
2. เวียดนามและไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากที่สุด
ปี 2025 สหรัฐฯ ส่งออกสินค้าไปยังอาเซียนมูลค่า 126.4 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนส่งออกสินค้าไปอาเซียน 666.2 พันล้านดอลลาร์ แสดงว่าจีนส่งออกสินค้าเข้าสู่ตลาดอาเซียนมากกว่าสหรัฐฯ ประมาณ 5.3 เท่า
ในทางกลับกัน สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากอาเซียนมูลค่า 469.3 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าการนำเข้าของจีนจากอาเซียน ซึ่งมีมูลค่า 389.6 พันล้านดอลลาร์ ประมาณ 1.2 เท่า ส่งผลให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับอาเซียนสูงถึง 342.9 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนเกินดุลการค้ากับอาเซียน 276.6 พันล้านดอลลาร์
เมื่อพิจารณารายประเทศ พบว่าเวียดนามและไทยเป็นสองประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากที่สุดในอาเซียน โดยเวียดนามเกินดุล 185.6 พันล้านดอลลาร์ และไทยเกินดุล 75.0 พันล้านดอลลาร์ รองลงมาคือมาเลเซีย 32.3 พันล้านดอลลาร์ และอินโดนีเซีย 25.5 พันล้านดอลลาร์ ประเทศอาเซียนเกือบทั้งหมดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ยกเว้นสิงคโปร์เพียงประเทศเดียว ซึ่งขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ ประมาณ 3.2 พันล้านดอลลาร์
ตารางที่ 3 : การค้าสหรัฐฯ กับอาเซียน (พันเหรียญ)
| ประเทศ | สหรัฐฯ ส่งออก | สหรัฐฯ นำเข้า | ดุลการค้า |
| กัมพูชา | 370,217 | 16,181,221 | -15,811,004 |
| อินโดนีเซีย | 11,026,327 | 36,503,206 | -25,476,879 |
| ฟิลิปฟินส์ | 9,147,034 | 18,222,679 | -9,075,645 |
| สิงคโปร์ | 41,654,604 | 38,422,209 | 3,232,395 |
| มาเลเซีย | 28,866,714 | 61,188,649 | -32,321,935 |
| ลาว | 20,860 | 2,156,024 | -2,135,164 |
| เมียนมา | 79,396 | 792,065 | -712,669 |
| ไทย | 19,484,302 | 94,444,354 | -74,960,052 |
| บรูไน | 99,544 | 114,389 | -14,845 |
| เวียดนาม | 15,656,825 | 201,257,306 | -185,600,481 |
| รวม | 126,405,823 | 469,282,102 | -374,837,748 |
ที่มา : อัทธ์ พิศาลวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต กันยายน 2569
3. สินค้าจีนท่วมตลาดอาเซียน
ปริมาณสินค้าและการลงทุนจากจีนที่เข้าสู่อาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีสาเหตุสำคัญดังนี้
1.รัฐบาลจีนสนับสนุนการส่งออก: รัฐบาลจีนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขยายตลาดต่างประเทศ โดยอาเซียนเป็นตลาดสำคัญเนื่องจากอยู่ใกล้จีน มีประชากรจำนวนมาก และมีความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
2.จีนมีกำลังการผลิตส่วนเกิน: จีนไม่ลดกำลังการผลิตทำให้สินค้าหลายประเภทมีปริมาณการผลิตเกินกว่าความต้องการในประเทศ ผู้ผลิตจีนจึงต้องระบายสินค้าออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร เหล็ก เคมีภัณฑ์ แผงโซลาร์เซลล์ สิ่งทอ และสินค้าอุปโภคบริโภค
3.สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน: หลังจากสหรัฐฯ เริ่มทำสงครามการค้ากับจีนในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ตั้งแต่ปี 2018 และเพิ่มภาษีรวมถึงข้อจำกัดต่อสินค้าจีน ผู้ผลิตจีนจึงเร่งกระจายการส่งออกออกจากตลาดสหรัฐฯ มายังอาเซียนมากขึ้น
4.อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตแห่งใหม่ของจีน: อาเซียนมีต้นทุนการผลิตและค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าจีนในบางประเทศ อีกทั้งยังมีความตกลงการค้าเสรีกับประเทศสำคัญ ทำให้อาเซียนมีบทบาทพร้อมกันสามด้าน คือ เป็นตลาดรองรับสินค้าจากจีน เป็นฐานการผลิตของบริษัทจีน และเป็นช่องทางส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ
5.ยุทธศาสตร์ China Plus One: บริษัทข้ามชาตินำยุทธศาสตร์ China Plus One มาใช้เพื่อลดการพึ่งพาฐานการผลิตในจีนเพียงแห่งเดียว จึงย้ายหรือขยายกำลังการผลิตมายังอาเซียน ขณะเดียวกัน บริษัทจีนก็เร่งเข้ามาลงทุนในอาเซียนเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีสหรัฐฯ ลดต้นทุน และรักษาตลาดส่งออก
6.สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี: เขตการค้าเสรีอาเซียน–จีน (RCEP) ช่วยลดภาษีและอำนวยความสะดวกทางการค้า ทำให้สินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนจากจีนเข้าสู่ตลาดอาเซียนได้สะดวกและมีต้นทุนต่ำลง
7.การค้าออนไลน์ช่วยให้สินค้าจีนเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง: แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ การค้าข้ามพรมแดน และระบบโลจิสติกส์ของจีน ทำให้สินค้าจีนราคาถูก สามารถเข้าถึงผู้บริโภคและผู้ค้ารายย่อยในอาเซียนได้รวดเร็วขึ้น
7. สหรัฐฯ บีบอาเซียนเพื่อสกัดจีนและลดการขาดดุลการค้า
นโยบายของสหรัฐฯ ต่ออาเซียนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาไม่มีความต่อเนื่อง รัฐบาลสหรัฐฯ บางสมัยให้ความสำคัญกับอาเซียน ขณะที่บางสมัยลดบทบาทและให้น้ำหนักกับปัญหาภายในประเทศมากกว่า อย่างไรก็ตาม อาเซียนยังมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ ทั้งในฐานะแหล่งนำเข้าสินค้า ฐานการผลิต และพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับถ่วงดุลอำนาจจีนในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก
การขาดดุลในระดับสูงทำให้สหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันต่อประเทศอาเซียน โดยมีเป้าหมายสำคัญสองด้านพร้อมกัน คือ ลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับอาเซียน และ สกัดไม่ให้จีนใช้อาเซียนเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
เครื่องมือที่สหรัฐฯ ใช้กดดันอาเซียน การขึ้นภาษีนำเข้า มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน การตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า และการสอบสวนการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า การใช้กฎหมายการค้าหลายมาตรา เป็นต้น
8.ยุทธศาสตร์ไทย : คบจีนเพื่อสร้างโอกาส คบสหรัฐฯ เพื่อรักษาตลาด
1. ถ่วงดุลอย่างมียุทธศาสตร์: ไทยต้องร่วมมือเป็นรายประเด็นทั้งจีนและสหรัฐฯ เช่น ร่วมมือกับจีนด้านการค้าที่ไทยไม่เสียเปรียบ อุตสาหกรรมที่ผู้ประกอบการไทยต้องอยู่ในห่วงโซ่การผลิต และการท่องเที่ยว ร่วมมือกับสหรัฐฯ ด้านเซมิคอนดักเตอร์ AI การบิน อิเล็กทรอนิกส์ และการศึกษา
2.ไม่ปล่อยให้สินค้าจีนทำลายอุตสาหกรรมไทย: ไทยต้องกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนว่าโครงการลงทุนต้องจ้างแรงงานไทยในสัดส่วนที่เหมาะสม ใช้ชิ้นส่วนและผู้ประกอบการไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงาน ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และการแข่งขัน และไม่ใช้ไทยเป็นเพียงฐานประกอบหรือเปลี่ยนฉลากสินค้า
3.รักษาตลาดสหรัฐฯ ด้วยการป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้า : สหรัฐฯ เป็นตลาดที่ไทยเกินดุล ไทยจึงต้องปกป้องตลาดนี้อย่างจริงจัง โดยตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าตั้งแต่โรงงานจนถึงการส่งออก ตรวจสอบสัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากจีน และป้องกันการเปลี่ยนฉลากและการแปรรูปเพียงเล็กน้อย เป็นต้น
4. เพิ่ม “ทางเลือกที่สาม”: โดยขยายความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ อินเดีย สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เป็นต้น เพื่อระบายสินค้าไทย
5. อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องรักษาไว้ : ไทยไม่สามารถเปิดเสรีทุกอุตสาหกรรมโดยไม่มีเงื่อนไข ต้องกำหนดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและอนาคตของประเทศ ได้แก่ อาหารและเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมชีวภาพจากวัตถุดิบเกษตร ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางมูลค่าสูง ยา สมุนไพร และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไทยมีฐานความรู้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว สุขภาพ และเศรษฐกิจผู้สูงอายุ และ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์และวัฒนธรรมไทย เป็นต้น



