เมื่อวันที่ 4 ก.ย. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์สตอรี่ต่อเนื่อง ถึงการทำงานของอนุฯ ชุดที่ 36 ที่พิจารณาเป่าคำร้องฮั้ว สว. ของกรรมการชุดที่ 26 โดยวันนี้โพสต์ว่า “สร้างกรอบการประชุม เพื่อฆ่าตัดตอนไม่ให้ถึงนักการเมือง ความชาญฉลาดของคนเขียนบท คือ ให้อนุวินิจฉัย ชุด 36 ต้องเดินตามกรอบกติกาที่วางไว้แต่แรก ว่าจะพิจารณาด้วยเกณฑ์อะไรบ้าง

นายอนุชา จันทร์สุริยา ที่มีตำแหน่งเป็นหนึ่งในอนุฯ แต่แสดงบทบาทนำการประชุมแทน นายเชาวนะ ไตรมาศ ซึ่งเป็นประธานแค่ในนาม ก็ฉายแสงสุริยา ตั้งแต่การประชุมครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ในเอกสารการประชุมหน้า 2 เมื่อเริ่มเข้าสู่วาระที่ 3 เรื่องเพื่อพิจารณา อนุชา ก็กล่าวถึง กรอบการพิจารณา กรณีกรรมการบริหารพรรค สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไปช่วยเหลือผู้สมัคร สว. โดยตีกรอบพิสดาร 4 ข้อ กรณี ผู้สมัครยอมให้ฝ่ายการเมืองช่วย ตามวรรคสองของมาตรา 76 คือ

1. ผู้กระทำผิดต้องเป็นผู้สมัคร

2. มีการช่วยเหลือจาก ฝ่ายการเมือง

3. ยินยอมรับการช่วยเหลือ

4. มีเจตนาเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว.

แถมยังอธิบายว่า ไม่รู้ แปลว่า ไม่ยินยอม หรือ ถ้าไม่ชัดเจนว่า เกี่ยวข้องก็ไม่ผิด ข้อ 1 และ ข้อ 2 ไม่มีปัญหา ส่วนข้อ 3 หากตีความว่า ไม่รู้แปลว่า ไม่ยินยอมและไม่ผิด ถามหน่อยว่า ใครจะตอบว่ารู้ ก็จะกลายเป็นว่า ที่ฝ่ายการเมืองเขาแอบมาช่วย โดยใช้เงินทองและกลไกเครือข่ายต่าง ๆ ของพรรคนั้น หนูเปล่านะ เขามาเอง ดังนั้นหนูไม่ผิด เอาผิดกะหนูไม่ได้

ส่วนข้อ 4 ยิ่งตัดตอนว่า หากไม่มีความประสงค์จะเป็น สว. ก็ไม่เกี่ยว ยิ่งไปรวมกับข้อ 1 ที่ตีความตามตัวบทว่า เฉพาะผู้สมัคร ดังนั้น เอาเงินไปให้ พวก voters พลีชีพ 0 คะแนนทั้งหลาย กลายเป็นไม่มีความผิด

วรรคสอง เป็นกรณีผู้สมัครรับการช่วยเหลือจากฝ่ายการเมืองเป็นความผิด พอตีกรอบแบบพิสดารให้หาคนผิดได้ยาก ยังพัวพันกลับไปยังวรรคหนึ่ง ที่เป็นความผิดของฝ่ายการเมืองช่วยผู้สมัครอย่างล้ำลึก ให้ไม่มีฝ่ายการเมืองถูกเอาผิดแม้แต่รายเดียว เพราะเมื่อไม่มีผู้สมัครที่ถูกช่วยเหลือจากฝ่ายการเมือง (วรรคสอง) ก็ย่อมไม่มีฝ่ายการเมืองช่วยผู้สมัคร (วรรคหนึ่ง) นายอนุชา จันทร์สุริยา ถ้าคิดเอง ไม่มีคนเขียนบทให้ ต้องบอกว่าอัจฉริยะมากครับ