เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงปัญหาที่เกี่ยวกับการตั้งศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ส่วนตัวของตนที่เคยทำหน้าที่โฆษกกรุงเทพมหานคร ในสมัยของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขณะนั้น ยังไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ เป็นแค่เซิร์ฟเวอร์ แต่ในช่วงปี 2565 เป็นต้นมา มีการเข้ามาของเทคโนโลยี AI ที่ต้องมีการประมวลผลขั้นสูง จึงจำเป็นต้องใช้พลังงานมากขึ้น ใช้น้ำหล่อเย็นมากขึ้น เพราะมีความร้อนสูง ดังนั้น คำถามที่สำคัญขณะนี้ คือกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไม่รู้เลยหรือว่ามีผู้ประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์มาขออนุญาตก่อสร้าง ไม่รู้เลยหรือว่าการสร้างอาคารใหญ่ขนาดนั้น ทำไปเพื่ออะไร และกทม.มีกระบวนการตรวจสอบอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีการควบคุมดูแลการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์
นายพงศกร กล่าวอีกว่า หากมีการยื่นเรื่องขออนุญาตก่อสร้างอาคารอย่างถูกต้อง สำนักงานเขตจะรับรู้ได้แน่นอนว่าอาคารนั้นๆ ถูกนำไปใช้ทำอะไร อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่สั่งระงับการดำเนินการก่อสร้าง แต่ กทม.ต้องเข้าไปตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยว่าที่ผ่านมาเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา มองง่ายๆ ว่าทำไมปล่อยให้มีน้ำเสียออกมาจากอาคารนั้นมากผิดปกติได้อย่างไร นอกจากนี้ การทำดาต้าเซ็นเตอร์ไม่จำเป็นต้องทำในพื้นที่กลางเมือง ขณะเดียวกัน ในการจัดทำผังเมืองใหม่ของ กทม. จะต้องนำเอาเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์เข้าไปร่วมพิจารณาด้วย ทั้งนี้มีการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับผังเมืองใหม่มานานแล้ว ซึ่งคาดว่าน่าจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 ปีนี้
“ในกระบวนการการใช้งานของดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องใช้พลังงานสะอาด แต่วันนี้เห็นชัดเจนว่าใช้น้อยมาก จนกระทั่งต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ จึงมีคำถามย้อนกลับมาว่า จริงๆ แล้ว ดาต้าเซ็นเตอร์ช่วยอะไรกับประเทศไทยบ้าง หากวันหนึ่งดาต้าเซ็นเตอร์ย้ายออกจากประเทศไทยไป น้ำ ไฟฟ้า ส่วนเกินที่หามาสำรองไว้ จะเอาไปทำอะไรได้บ้าง และมีใครกล้ายืนยันหรือไม่ว่าถ้าวันหนึ่ง เราเกิดวิกฤติเรื่องน้ำและไฟฟ้า รัฐบาลจะเลือกจ่ายน้ำและไฟฟ้าให้ใครก่อน ระหว่างประชาชนกับดาต้าเซ็นเตอร์” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
ด้านนายพรชัย มาระเนตร์ กรรมการยุทธศาสตร์และทีมนโยบาย พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีความพร้อมเข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทย แต่ประเทศเรากลับไม่มีความพร้อม ไม่มีการทำความเข้าใจว่าดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาทำอะไร ไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ไม่มีระเบียบหรือข้อกำหนดใดๆ รองรับ จึงใช้วิธีการเทียบเคียงแทน อาทิ การเทียบเคียงว่าอาคารสำนักงานเป็นโกดัง ดังนั้นเมื่อเป็นอาคารสำนักงาน ก็จะมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และต้องมีการปั่นไฟฟ้าใช้สร้างเสถียรภาพในการทำงานของดาต้าเซ็นเตอร์ จนไปสู่การสร้างมลพิษทางเสียงและทางน้ำ กระทั่งไม่สามารถควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นธุรกิจที่มีมานานเกือบ 10 ปีแล้ว พรรคประชาธิปัตย์จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาล ต้องทำตัวเองให้รู้เท่าทัน ไม่ใช่มองแค่เงินลงทุนที่อยากได้เท่านั้น แต่เงินลงทุนต้องมาพร้อมกับความโปร่งใส ซึ่งเป็นแนวทางที่พรรคประชาธิปัตย์ขับเคลื่อนเรื่องนี้



