เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/69 ว่า ที่ประชุมมีมติจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ, โครงสร้างพื้นฐาน, ด้านพื้นที่อาคาร และด้านสิ่งแวดล้อม โดยสั่งให้รวบรวมข้อมูลเพื่อบูรณาการความร่วมมือ ก่อนกลับมาเสนอในสัปดาห์หน้า และให้จัดทำเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ โดยจะให้มีใบอนุญาตเฉพาะ ซึ่งต้องมีความชัดเจนใน 1 เดือน

ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีผู้สนใจต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีการจัดระเบียบในระบบภาพรวม ทำให้นักลงทุนต้องแยกดำเนินการติดต่อขออนุมัติกับหลากหลายหน่วยงานและกระทรวงแยกตามภารกิจ โดยยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้ต้องการปิดกั้นหรือปฏิเสธการลงทุนจากต่างประเทศ แต่จะปรับเปลี่ยนจากการพิจารณาอนุมัติแยกรายหน่วยงานมาเป็นการวางยุทธศาสตร์ร่วมกันระดับประเทศเพื่อใช้ประโยชน์จากดาต้าเซ็นเตอร์ ในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของไทยอย่างแท้จริง

สำหรับยุทธศาสตร์การพิจารณาอนุมัติออกเป็น 3 ด้านหลัก ในด้านแรกความชัดเจนด้านข้อมูล โดยรวบรวมข้อมูลจากทุกแหล่งกระจัดกระจายอยู่ เช่น ข้อมูลการขอใช้น้ำ ขอใช้ไฟ และการประสานงานกับ กสทช. มารวมไว้ให้อยู่ในภาพเดียวกัน ด้านที่สองการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ ไม่ให้ได้รับผลกระทบทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเกณฑ์นี้จะปรับใช้กับผู้ประกอบการทุกราย และด้านที่สามการยกระดับเชิงยุทธศาสตร์ เช่น การสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและเอไอ

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการรับทราบการอนุญาตการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยจาก 16 หน่วยงานพบว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดให้บริการ 35 โครงการ โดยมี 11 โครงการที่อยู่ภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ระหว่างก่อสร้าง 49 โครงการ และดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ระหว่างการขออนุญาตและให้ความสนใจอีก 117 โครงการ ทำให้ที่ประชุมมีมติให้มีการชะลอการก่อสร้างและการขออนุญาตทั้งหมดชั่วคราวจนกว่าจะมีเกณฑ์มาตรฐานใหม่

ส่วนกรณีดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นกิจการที่เป็นอุตสาหกรรมหรือไม่นั้น อาจจะต้องมีการดูรายละเอียดให้มีความชัดเจนอีกครั้ง หลังจากที่ข้อเสนอเดิมจะกำหนดกำลังการใช้ไฟที่เกินขนาดเกิน 2 เมกะวัตต์เป็นกิจการอุตสาหกรรม ซึ่งถือว่าเล็กมาก อาจจะต้องดูองค์ประกอบอื่นๆ ก่อนจะมีการกำหนดนิยามให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมอีกครั้ง