เมื่อเวลา 10.00 น. นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ อดีตเลขานุการ รมว.ยุติธรรม และประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และทีมงานธนกฤตจิตอาสา พร้อมด้วยหน่วยงานรัฐ เข้าตรวจสอบสหคลินิกหทัยราษฎร์คลองสามวา หลังมีผู้ป่วยร้องเรียนต่อเนื่อง ทั้งเรื่องไม่ออกใบส่งตัว การจ่ายยา และพฤติกรรมของแพทย์ที่ส่งไลน์ด่าผู้ป่วยอย่างหยาบคาย โดยแพทย์ชี้แจงว่าผู้ป่วยเป็นฝ่ายอาละวาดก่อน ขณะที่ผู้ร้องยืนยันไม่เป็นความจริง และส่งมอบคลิปเสียงเป็นหลักฐาน ซึ่ง สปสช. อยู่ระหว่างตรวจสอบทั้งมาตรฐานบริการและการเบิกจ่าย หากพบผิดเงื่อนไขอาจถึงขั้นระงับบริการหรือยกเลิกสัญญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ก็ไปตรวจสอบด้วย เนื่องจากมีผู้ป่วยร้องเรียนหลายประเด็น ทั้งเรื่องการไม่ออกใบส่งตัว การจ่ายยา รวมถึงพฤติกรรมและการใช้ถ้อยคำของแพทย์กับผู้ป่วย นายกองตรี ดร.ธนกฤต เปิดเผยว่า สปสช. ตรวจสอบเรื่องการให้บริการตามสิทธิบัตรทอง ขณะที่ สบส. ตรวจสอบเรื่องเวชระเบียน การจ่ายยา การรักษา และมาตรฐานของสถานพยาบาลตามกฎหมาย โดยเฉพาะเวชระเบียนของผู้ป่วยที่เป็นต้นเหตุของข้อร้องเรียนครั้งล่าสุด

จากการพูดคุย แพทย์ผู้ถูกร้องเรียนชี้แจงในมุมของตัวเองว่า ผู้ป่วยเป็นฝ่ายมีพฤติกรรมอาละวาดและโวยวายภายในคลินิกก่อน นายกองตรี ดร.ธนกฤต จึงสอบถามถึงภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบ แต่ได้รับข้อมูลว่าระบบสามารถเก็บภาพย้อนหลังได้เพียงประมาณ 7 วัน ทำให้ขณะนี้ไม่มีภาพเหตุการณ์ในวันดังกล่าวให้ตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามบุคลากรบางส่วนภายในคลินิก ได้รับข้อมูลที่แตกต่างออกไป โดยมีผู้ให้ข้อมูลว่าผู้ป่วยไม่ได้แสดงพฤติกรรมอาละวาดตามที่แพทย์กล่าวอ้าง ประเด็นนี้จึงยังต้องตรวจสอบจากหลักฐานอื่น รวมถึงคลิปเสียงและข้อมูลจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

ส่วนกรณีที่มีคลิปเสียงและข้อความที่แพทย์ใช้ถ้อยคำรุนแรงกับผู้ป่วย นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า ได้สอบถามแพทย์โดยตรงว่าเหตุใดจึงส่งข้อความหาผู้ป่วยจำนวนมาก แพทย์ชี้แจงว่าเป็นเพราะอีกฝ่ายมีการติดต่อรบกวนเข้ามาก่อน ซึ่งนายกองตรี ดร.ธนกฤต ได้แนะนำว่า หากเห็นว่าถูกคุกคามหรือรบกวน แพทย์สามารถใช้สิทธิตามกระบวนการกฎหมาย แทนการตอบโต้ด้วยข้อความที่อาจสร้างปัญหาตามมา

สำหรับถ้อยคำที่แพทย์เคยวิพากษ์วิจารณ์โครงการ “30 บาทรักษาทุกที่” นายกองตรี ดร.ธนกฤต ระบุว่า ได้สอบถามเรื่องนี้โดยตรงเช่นกัน โดยแพทย์ชี้แจงว่าเป็นคำพูดที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีอารมณ์โกรธ พร้อมยอมรับว่าโครงการดังกล่าวก็มีข้อดี ขณะที่มารดาของแพทย์ซึ่งร่วมพูดคุยด้วย ยืนยันว่าตัวเองก็ใช้สิทธิรักษาในระบบดังกล่าว และมองว่าเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า จากการพูดคุยเป็นเวลานาน ได้แนะนำให้แพทย์หาโอกาสเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินเรื่องความเครียดและการจัดการอารมณ์ เนื่องจากแพทย์ต้องตรวจผู้ป่วยจำนวนมากในแต่ละวัน พร้อมย้ำว่านี่เป็นเพียงคำแนะนำ และยังไม่สามารถสรุปได้ว่าแพทย์มีภาวะผิดปกติใด โดยเรื่องพฤติกรรมและมาตรฐานทางวิชาชีพจะต้องส่งให้แพทยสภาหรือหน่วยงานที่มีอำนาจพิจารณาต่อไป แพทย์ยังแสดงความพร้อมที่จะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในมุมของตัวเองต่อสาธารณะ ซึ่งอาจเชิญแพทย์เข้าชี้แจงต่อ สปสช. อีกครั้ง เพื่อให้ข้อมูลประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง

ด้าน นายวีระพันธ์ สิริธนะกุล รองเลขาธิการ สปสช. เปิดเผยว่า คลินิกแห่งนี้ได้รับงบประมาณในลักษณะเหมาจ่ายเพื่อดูแลประชาชนที่ลงทะเบียนใช้สิทธิประมาณ 10,000 คน ดังนั้น หน่วยบริการมีหน้าที่ต้องดูแลผู้ป่วยตามข้อตกลง หากผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องส่งต่อ หรือมีอาการเกินศักยภาพของคลินิก ก็ไม่ควรปฏิเสธการส่งต่อโดยไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ที่เหมาะสม

“แต่ขอความร่วมมือประชาชนเช่นกันว่า การขอใบส่งตัวควรให้แพทย์ตรวจประเมินอาการก่อน เพราะไม่ใช่ทุกกรณีที่จำเป็นต้องส่งต่อ แต่หากแพทย์ประเมินแล้วพบว่าไม่สามารถรักษาได้ หรือผู้ป่วยมีความเสี่ยงเกินศักยภาพของหน่วยบริการ ก็ต้องดำเนินการส่งต่อเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสม ส่วนข้อร้องเรียนเรื่องการจ่ายยาให้ผู้ป่วยเพียงครั้งละประมาณ 7 วัน ได้สอบถามแพทย์แล้ว โดยแพทย์ชี้แจงว่ามีการจ่ายยาตามปกติ แต่ยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติมถึงนโยบายภายในของคลินิกว่าเหตุใดผู้ป่วยบางรายจึงได้รับยาในระยะเวลาสั้น และสอดคล้องกับอาการและมาตรฐานการรักษาหรือไม่”

นางสาวปริมประภา คล้ายพุฒ อายุ 29 ปี ผู้ร้องเรียน ยืนยันภายหลังรับฟังคำชี้แจงของแพทย์ว่า ตนเองไม่ได้อาละวาดหรือทำร้ายบุคลากรภายในคลินิกตามที่ถูกกล่าวอ้าง และมีคลิปเสียงอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งได้ส่งมอบให้นายกองตรี ดร.ธนกฤต ไว้เป็นหลักฐาน เพื่อยืนยันเหตุการณ์ในวันดังกล่าว

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำข้อมูลจากการตรวจสอบ เอกสาร เวชระเบียน คำชี้แจงของแพทย์ รวมถึงหลักฐานจากผู้ร้องเรียน ไปพิจารณาร่วมกัน ก่อนสรุปว่ามีการกระทำที่ผิดเงื่อนไขการให้บริการ ผิดมาตรฐานสถานพยาบาล หรือเข้าข่ายผิดจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ ก่อนดำเนินการตามอำนาจของแต่ละหน่วยงานต่อไป.