เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่รัฐสภา นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีพบสุสานชาวต่างชาติ ใน อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ว่า จากการตรวจสอบพบว่าได้ขออนุญาตตั้งแต่ปี 64 และได้อนุญาตไปในปีเดียวกัน แต่เมื่อปี 66 ใบอนุญาตได้หมดอายุ เขาก็มีเจตนารมณ์จะมายื่นขอต่อใบอนุญาต จากนั้นนายอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงไปสำรวจพบว่าเป็นการก่อสร้างที่ผิดมาตรฐาน หรือข้อบังคับที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น เรื่องของระยะห่างจากถนน และแม่น้ำ เขาก็ทำไม่ถึงเพราะฉะนั้นจึงไม่มีการต่อใบอนุญาตให้ แม้ต่อมาเขาได้ยื่นอุทธรณ์มาถึง รมว.มหาดไทยในยุคนั้น ก็ไม่ได้รับคำอุทธรณ์ ก่อนที่เขาจะมายื่นศาลปกครอง ซึ่งอยู่ระหว่างรับพิจารณาอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ณ นาทีนี้ถือว่าไม่ได้รับใบอนุญาตให้เป็นสุสานหรืออะไรก็แล้วแต่

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นศพ 4 ร่างที่ประชาชนมีข้อกังวล เราเชื่อว่ามี 1 ร่างของผู้เสียชีวิต เสียชีวิตมาตั้งแต่ปี 64-66 ในช่วงที่มีใบอนุญาต แต่อีก 3 ร่างนั้นมาในขณะที่ไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่ได้มีการแจ้งไปยังหน่วยงานในพื้นที่ เดี๋ยวนายอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัดจะมีหนังสือลงไป ให้ย้ายทั้ง 3 ร่างออกจากพื้นที่ ส่วนร่างที่มาในขณะที่มีใบอนุญาตถือว่าทำถูกกฎหมาย ตนได้กำชับปลัดอำเภอให้ไปดูกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าพบว่าไม่ถูกกฎหมายก็จะถูกเชิญออกด้วย 

เมื่อถามถึงกรณีสุสานชาวยิวในพื้นที่เจริญกรุง ที่มีกระแสข่าวว่าไม่มีใบอนุญาตให้ตั้งสุสานมาเป็นเวลา 30 ปี จะตรวจสอบอย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า ที่เจริญกรุงหลังจากที่เราไปดู โดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนานี้พบว่าน่าจะมี 4-5 ที่ ที่ผู้นับถือศาสนานี้ได้นำร่างผู้เสียชีวิตไปบรรจุ เดี๋ยวจะรื้อดูหมดว่าระเบียบเป็นอย่างไร ข้อกฎหมายเป็นอย่างไร รวมถึงสุสานในประเทศไทยมีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ หากไม่ถูกต้องจะถูกดำเนินคดีต่อไป ซึ่งขณะนี้ได้ส่งคนลงไปดูรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว คาดว่าไม่น่าเกิน 1-2 วัน น่าจะทราบ

เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดจากอิสราเอลได้ลุกลามบานปลายไปทั่วประเทศ นายพลพีร์ กล่าวว่า เรื่องคนสัญชาติอิสราเอลเป็นประเด็นในประเทศไทยมาโดยตลอด ยืนยันว่า ตนไม่ได้นิ่งเฉย อย่างที่ลงพื้นที่ไปใน จ.ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพะงัน ที่เราลงไปจับอาจบังเอิญหรือไม่ ตนไม่ทราบ ที่เป็นของคนอิสราเอล ตอนนี้ตนได้เรียนต่อ รมว.ยุติธรรมไปแล้ว หลังจากนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำลังพิจารณาว่าจะนำเรื่องนี้เข้าเป็นคดีพิเศษหรือไม่ เพราะมีมูลค่าความเสียหายเกินกว่า 300 ล้านบาท ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทย และกรมการปกครอง เราก็ดูและสามารถขยายผลธุรกิจของคนกลุ่มนี้ไปได้เยอะแล้ว ตอนนี้อยู่ในขั้นของการสืบสวนสอบสวน เราจะทำงานร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และดีเอสไอ ส่วนในบางพื้นที่ก็จะมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้ามาร่วมด้วย หากพบว่ามีภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง 

เมื่อถามย้ำว่า ตอนนี้คิดว่าปัญหาของชาวต่างชาติในประเทศไทยเยอะหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ชาวต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายตอนนี้ก็เยอะ ซึ่งมีทั้งบริษัทนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมายกว่า 1,500 บริษัท และยังมีบริษัทต่างชาติที่เราสงสัยอีกประมาณ 14,000 บริษัท ถือครองที่ดินประมาณ 5,800 กว่าแปลง มูลค่าประมาณ 6 หมื่นกว่าล้านบาท ตนได้เน้นย้ำไปที่กรมที่ดิน และกระทรวงพาณิชย์ว่าต้องทำงานร่วมกันในส่วนที่บริษัทที่กระทำผิดกฎหมายกว่า 1,500 แห่งนั้นจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ทำเรื่องบังคับจำหน่ายออกทันที ส่วนบริษัทที่ต้องสงสัยนั้นขอเวลาตรวจสอบประมาณ 15 วัน ถ้าพบว่าผิดจะต้องดำเนินคดีเช่นเดียวกัน

เมื่อถามว่า จะกำชับอย่างไรเมื่อพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีความหละหลวม นายพลพีร์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีกฎหมาย ต่างชาติชาติไหนมาก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย ส่วนความละเลยของเจ้าหน้าที่ ทั้งที่ลงไปสำรวจ หรือการให้ใบอนุญาตต่างๆ ก็เลี่ยงไม่ได้ว่าตัวหนังสือในใบอนุญาตเป็นอย่างไร ต้องเป็นไปตามนั้น แต่เมื่อมีประเด็นเช่นนี้ออกมาก็พบว่าเจ้าหน้าที่เราทำถูกต้อง เช่น เรื่องของสุสาน ส่วนการที่เขาโยกย้ายเป็นกรรมการผู้ถือหุ้นในบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ของกระทรวงพาณิชย์ที่เขามาจดทะเบียนวันแรกเขาเป็นไทยแท้ 100% หลังจากนั้นมีการปรับเปลี่ยนออนไลน์ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่เห็น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ตนจึงได้ให้กรมการปกครอง กรมที่ดิน และกระทรวงพาณิชย์ได้คุยกันว่าอาจต้องมีระบบหลังบ้านที่ทำให้กระทรวงมหาดไทยสามารถเช็กข้อมูลได้ลึกมากกว่านี้ หรือกระทรวงพาณิชย์จะมีระบบอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ถ้ามีสัดส่วนของชาวต่างชาติมาถือครองที่ดิน หรือบริษัทผิดกฎหมายจะมีระบบแจ้งเตือนขึ้นมาอย่างไร ตอนนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ ขอประชาชนอย่ากังวลใจ เพราะตอนนี้เราเห็นตัวเลข และชื่อบริษัทหมดแล้ว

นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า ส่วนคนไทยที่มีส่วนร่วมในการจัดตั้งบริษัทต่างๆ เรากำลังเช็กว่าคนไทยเหล่านี้มีกำลังพอที่จะมาจัดตั้งบริษัทอย่างนี้ได้หรือไม่ ตอนนี้ตรวจสอบไปประมาณ 50,000 ชื่อ พบว่ามีผู้ถือครองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่ด้วย ถือเป็นเรื่องน่ากังวล เพราะเราไม่รู้ว่าคนเหล่านี้รู้ตัวหรือไม่ว่ามีชื่อไปถือครองบริษัทอยู่ มีการรับจ้างหรือไม่ วิธีการเป็นอย่างไร เราก็ต้องเรียกบุคคลเหล่านี้มาพูดคุยด้วย ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาระยะหนึ่ง ยืนยันไม่ได้หยุดแค่นี้ จะสาวไปเรื่อยๆ เพราะเป็นข้อกังวลของประชาชนและนายกฯ ก็จริงจังในเรื่องทุนเทา นอมินี สแกมเมอร์ และธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ตนจะพยายามเดินหน้าตีโจทย์ให้แตก จับกุมในที่ที่มีการกระทำผิดกฎหมายจริงๆ