จับท่าทีพรรคกล้าธรรม (กธ.) ภายใต้การนำของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ในฐานะหัวหน้าพรรค ซึ่งมีสถานะพรรคฝ่ายค้านมี สส. 58 เสียง คงพอมองว่า การตรวจสอบแบบเข้มข้นและดุเดือด คงเหลือเพียงพรรคส้มและพรรคฟ้า “ประชาชน (ปชน.)” และ “ประชาธิปัตย์ (ปชป.)” ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า เหตุผลที่พรรคสีเขียว (กธ.) ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลในช่วงแรก อาจเป็นไปตามคำขอของอดีตผู้มากบารมีในแวดวงนายทหารและการเมืองบางคน ที่สื่อสารไปถึง แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เพราะเจ็บแค้นจากการกระทำของผู้กองคนดัง แต่เมื่อวันเวลาผ่านพ้นไป สถานการณ์เปลี่ยน อะไรก็เกิดขึ้นได้ ยิ่งในทางการเมือง ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้าน ยิ่งสัญญาณที่พรรค กธ.ส่งถึงรัฐบาล ล้วนแต่ให้กำลังใจและมีความปรารถนาดี หรือในอนาคตจะมีการร่วมมือกันทางการเมือง

ด้าน “ร.อ.ธรรมนัส” กล่าวถึงทิศทางการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2570 วาระ 2-3 ว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า งบประมาณปี 2570 ที่จัดทำขึ้นในระยะแรกนั้น ส่วนหนึ่งมาจากแผนงานในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และกำกับดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้อง แม้ในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) จะมีการปรับลดหรือตัดงบบางส่วนออก แต่โดยภาพรวมยังเป็นแผนงานส่วนใหญ่ ที่ตนเคยมีส่วนร่วมจัดทำ
“หากเราไม่เห็นด้วย ก็เท่ากับเราเกเร” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว พร้อมระบุว่า การลงมติแบบรายมาตราเมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา จึงเป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายของตน
เมื่อถามถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้ พรรค กธ.ลงมติงดออกเสียงร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ว่าเป็นสัญญาณเชิงบวก และมีโอกาสร่วมรัฐบาลหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรื่องการเงินการคลังเป็นเรื่องสำคัญและส่งผลโดยตรงต่อประชาชน ในฐานะผู้แทนราษฎรจึงต้องพิจารณาอย่างละเอียด และไม่ควรทำอะไรเพียงเพื่อความสะใจ
สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลอาจไปไม่รอดจากมรสุมทางการเมืองหลายด้าน ร.อ.ธรรมนัส ย้อนถามว่า “อะไรที่จะทำให้รัฐบาลไปไม่รอด” พร้อมกล่าวว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาตนเคยอยู่ทั้งในฝ่ายรัฐบาลและช่วงที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล และเคยถูกกระแสโจมตีอย่างหนักมาโดยตลอด แต่ก็ยังสามารถทำงานและอยู่รอดมาได้ “กระแสจึงไม่สามารถพิสูจน์กันได้ ต้องพิสูจน์ที่ฝีมือการทำงาน”
ขณะที่เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 69 ที่ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ในช่วงเช้าก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรค กธ. ได้มาพบ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา จากนั้น นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ได้เข้ามาทักทายพร้อมกับจับแขนนายอรรถกร ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้แซวนายอรรถกรว่า ไหนว่าจะมาเดือน พ.ย. ทำให้นายอรรถกรตอบว่า “ใจผมอยู่กับพี่แบด (ชื่อเล่นนายภราดร) ตั้งแต่วันแรกแล้ว” เมื่อถามย้ำว่า ที่มาวันนี้จะมาร่วมรัฐบาลหรือมาร่วมกับพรรค ภท. นายอรรถกร กล่าวว่า เป็นเรื่องผู้หลักผู้ใหญ่คุยกัน เมื่อถามอีกว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการคุยกันบ้างหรือยัง นายอรรถกร กล่าวว่า ตนคุยกับนายภราดรตลอด คุยกันทุกวันเกี่ยวกับงานรัฐสภาว่าจะทำอย่างไรรัฐบาลถึงจะผ่านกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ผู้สื่อข่าวถามว่า มีอะไรที่พรรค กธ.จะช่วยหรือพร้อมช่วยรัฐบาลได้บ้าง นายอรรถกร กล่าวว่า อะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชนเราพร้อมช่วย


จับท่าทีพรรค กธ. ที่มีต่อรัฐบาลภายใต้การนำของพรรค ภท. ต้องยอมรับว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ พรรคสีเขียวจะกลายเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในอนาคต เพียงแต่ว่าจะจัดสรรตำแหน่งกันอย่างไร หรือพรรคแกนนำรัฐบาล จะยอมเสียสละเก้าอี้ รมต.ในส่วนของพรรค โดยไม่ปรับในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล
ขณะที่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2570 วาระที่ 2-3 มีประเด็น โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย เมื่อ “นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายขอปรับลดงบกระทรวงมหาดไทย ลง 10% เป็นเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปจัดสรรให้กับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ใช้เงินเพื่อบรรเทาสาธารณภัย ต่อปี 3-4 หมื่นล้านบาท ส่วนกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแนวทางใช้งบ 1.55 หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อประกันภัยจากบริษัทเอกชน ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ทั้งนี้มีตัวอย่างที่เกิดขึ้น เช่น ตอนโควิด ที่มีโครงการประกันภัยโควิด ตรวจพบจ่าย จบ ซึ่ง บริษัทประกันภัยเจ๊งไป 4 บริษัท ติดหนี้ประชาชน 4.2 หมื่นล้านบาท ในที่สุดสมาคมประกันภัยและรัฐบาลต้องช่วยเหลือ ไม่มีบริษัทประกันภัยใดใหญ่พอที่จะประกันครัวเรือนมากถึง 30 ล้านครัวเรือน

นายสุชาติ อภิปรายต่อว่า หากรัฐจ่ายเงินปีละ 1.55 หมื่นล้านบาท เงินจะไหลออกจากภาครัฐ ไม่ว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่หากรัฐนำเงินไปตั้ง กองทุนสำรองบรรเทาสาธารณภัย ในเวลา 10 ปี จะได้เงิน 1.55 แสนล้านบาท หากมีภัยบางปีใช้เงิน 3-4 หมื่นล้านบาท สามารถรองรับได้ หากจ่ายค่าประกันภัย เท่ากับจ่ายให้กับเอกชน ต้องเกี่ยวข้องกับการคัดเลือก บริษัทกำหนดเงื่อนไขกรมธรรม์ ประเมินความเสี่ยง และอาจมีนายหน้าประกันภัยเกี่ยวข้อง บางครั้งจ่ายเป็นพันล้านบาท มีผลประโยชน์ทับซ้อน ที่สำคัญ กรมธรรม์มีเงื่อนไขมาก มีข้อยกเว้น ถึงเวลาเงินคุ้มกันไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เช่น กำหนดน้ำท่วม 3 วัน แต่น้ำท่วมแค่ 2 วัน ประกันไม่จ่ายให้ และมีข้อผิดพลาดจนรัฐบาลอยู่ไม่ได้
“เมื่อรัฐบาลรองรับความเสี่ยงได้ ทำไมต้องนำเงินภาษีประชาชนไปรับความเสี่ยงจากบริษัทประกันภัยอีกชั้น เห็นว่าเงินจำนวนดังกล่าว ไปปกป้องความเสียหายก่อนเกิดปัญหา เช่น ปรับปรุงท่อระบายน้ำ เขื่อน ประตูน้ำ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า การบริหารจัดการน้ำ หากรัฐบาลต้องการบริหารความเสี่ยง ควรตั้งระบบเงินสำรองภัยพิบัติของรัฐบาลให้โปร่งใส หลักเกณฑ์ชัดเจน ภายใต้การตรวจสอบของสภา เงินที่ไม่ใช้ปีนี้สะสมไปใช้ได้ ดังนั้น ขอให้รัฐบาลทบทวนซื้อประกันภัยสาธารณะ เพราะผู้รับประกันความปลอดภัยของประชาชน ที่มีหน้าที่โดยตรงคือรัฐบาล” สส.พรรค พท. กล่าว
ด้าน “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี (ทภ.) อภิปรายว่า ข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติ ไม่ถูกต้อง อาทิ นายกฯ เคยระบุว่า เราเสียค่าเยียวยาปีละ 4 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อมาดูเอกสารจริง ตัวเลขดังกล่าวเป็นการรวมทั้งหมด 4 ปี เมื่อเฉลี่ยออกมาเหลือเพียงปีละ 9,877 ล้านบาท แต่การที่นายกฯ ออกมาตรการทำประกันภัยพิบัติ วงเงิน 15,500 ล้านบาท มองว่าไม่สมเหตุสมผล เป็นการอ้างอิงจากตัวเลขของปี 2569 ปีเดียว ในเรื่องสัดส่วนเบี้ยประกันต่อทุนประกัน วงเงิน 15,500 ล้านบาท สัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 75,000 ล้านบาท คิดเป็น 20% เท่ากับว่า ภัยพิบัติใหญ่ของประเทศเฉลี่ยจะเกิด 5 ปีต่อ 1 ครั้ง ต้องถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ นอกจากนี้ค่าเฉลี่ยของทั่วโลก การทำประกันภัยพิบัติในแต่ละประเทศยู่ที่ 4-8% แต่รัฐบาลชุดนี้ปล่อยงบออกไป 20% ถือว่า แพงที่สุดในโลก ไม่ควรนำภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแต่ละปีมาคิดคำนวณ และประชาชนจะมองว่า มีคนบางกลุ่มต้องการคอมมิชชั่น จากการทำประกัน

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 69 “น.ส.รัชดา ธนาดิเรก” ในช่วงทำหน้าที่ โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการ-การจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชนโดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัย ครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และ แผ่นดินไหว โดยคาดใช้วงเงินงบประมาณจำนวน 15,500 ล้านบาท
คำถามคือ การออกมาให้ความเห็นของ “นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. เกี่ยวกับ โครงการทำประกันภัยพิบัติแห่งชาติของรัฐบาล ได้รับไฟเขียวจากแกนนำพรรคคนไหนหรือไม่ อย่าลืมว่า โครงการดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมครม. ซึ่งมี รมต.ของพรรค พท.ร่วมพิจารณาอยู่ด้วย ทำไมไม่ออกมาคัดค้านในระหว่างการพิจารณา
ตกเป็นเป้าถูกถล่ม หลัง “เท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันที่ 13 ก.ย.นี้ ก่อนที่ กกต. มีมติคดีโกง สว. ชวนทุกคนร่วมเดิน 11 กิโลเมตร กดดันกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จากหน้าไอลอว์ 10 โมง ถึงหอศิลป์ฯ ช่วงเย็น
โดย “นายศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. แชร์โพสต์เฟซบุ๊กของนายณัฐพงษ์ พร้อมทั้งให้ความเห็นว่า “หัวหน้าพรรคการเมือง” ควรทำเช่นนี้หรือ? วิพากษ์วิจารณ์ กกต. ทำได้ เรียกร้องให้ทำงานโปร่งใส ทำได้ ชุมนุมโดยสงบ เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) แต่การที่หัวหน้าพรรคการเมืองและผู้นำฝ่ายค้าน ออกมาเชิญชวนประชาชนเดิน “กดดัน กกต.” ก่อนการพิจารณาคดี สว. เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามว่า เหมาะสมกับสถานะและความรับผิดชอบของหัวหน้าพรรคการเมืองหรือไม่ โดยเฉพาะหากเป้าหมายไม่ใช่เพียงเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่ แต่ต้องการให้ผลการพิจารณาออกมาในทิศทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ตรวจสอบองค์กรอิสระได้ แต่ไม่ควรใช้มวลชนกดดันคำวินิจฉัย เพราะคดีต้องตัดสินด้วยกฎหมายและพยานหลักฐาน ไม่ใช่ด้วยกระแสมวลชน หรือแรงกดดันทางการเมือง ยิ่งเป็นหัวหน้าพรรค ยิ่งต้องเคารพหลักนิติรัฐ

ด้าน “นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” รมช.คมนาคม กล่าวว่า ฝ่ายค้านทำให้เห็นเลยว่ากำลังกดดัน กกต. โดยการเชิญคนออกมาเดินบนท้องถนน มีการทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่การดำเนินการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ถ้าผลไม่ออกมาเป็นอย่างที่เขาคาดไว้แล้ว จะเป็นอย่างไร หรือถ้าผลออกมาเป็นไปอย่างที่เขาคาดหวัง ผลที่ตามมาใครได้ประโยชน์ สมมุติกลุ่ม สว.ต่างๆ ถูกดำเนินคดี ถูกให้ออกไป แล้วใครได้ประโยชน์ คนที่ได้ประโยชน์ย่อมเป็นกลุ่ม สว.สำรอง ซึ่งเป็นพวกของใคร คนที่ติดตามการเมืองมาย่อมรู้คำตอบอยู่แล้วว่าในการดำเนินการหวังมาซึ่งสิ่งใด

นายณัฐพงษ์ เลยตกเป็น เป้าโจมตีของพรรคแกนนำรัฐบาล ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ยังมีคดีความติดตัวอยู่ ในอนาคตอาจถูกฝ่ายตรงข้าม ออกมาเคลื่อนไหวกดดันในคดีที่แกนนำพรรคส้มเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ทีมข่าวการเมือง



